
นาน ๆ เหลือบมองตารางซะทีก็ตกใจไม่น้อย ทำเป็นเล่นไปนาทีนี้บอลลีกผู้ดีที่หวดกันไฟแลบดำเนินไปแล้ว 15 ไฟต์(กว่าหนึ่งในสามส่วน)ของเส้นทาง
และยังไม่มีทีท่าจะจอดเทียบท่าชานชลาใหน ๆ ยิ่งเข้าสู่ช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่แบบนี้คิวชุกงานชุมยิ่งกว่าดาราฮ๊อต ๆ ซะอีก
แต่อย่างที่จั่วหัวเรื่องไว้ละครับ ครึ่งทางก็ยังไม่ถึงดีแต่มีทุกอรรถรส ดราม่า .. ปลงโลก .. ชิว ๆ .. เสียวสันหลัง .. พลิกล๊อค .. มันส์ยกร่อง ใครจะสาธยายต่อเชิญ
20 อรหันต์ที่เข้ามายืนหยัดบนลีกสูงสุดประจำ คศ. 2010-2011 ต่างโชว์ศักยภาพออกมาได้น่าเกรงขามจนช่องว่างหรือเกรดบอลชั้นบนชั้นล่างไม่หนีกันเท่าใหร่แล้ว
"ดราม่า"ยังไงไม่ต้องสืบความ"ปีศาจแดง"ที่ไม่แพ้ใครแต่เล่นเสมอถึง 7 นัด โดยเฉพาะไอ่แมตช์ที่เก็บได้ทีละคะแนนเนี่ย .. เฮ้อ ตั้งแต่กำลังจะสวมบทนอนตีพุงเคี๊ยวท๊อฟฟี่ให้ฟันผุเล่นในปากอย่างสำราญใจแล้ว ชั่วอึดใจเดียวก่อนสิ้นเสียงนกหวีดจบเกมส์โดนสองดอกทั้งช๊อคทั้งเหวอกันเป็นแถบ
"ปลงโลก"ไผตนใดจะรู้ซึ้งในคำนี้เท่ากับสาวก"Red Machine"ไม่มีอีกแล้ว ศักดิ์ศรีความยิ่งใหญ่ของทีมมันค้ำคอ แต่ผลงานสาละวันเตี้ยลง ๆ ผีซ้ำด้ำพลอยยังมาเจอมรสุมปลิงดูดเลือด
กว่าจะจบเรื่องนอกสนามก็กระอักกระอ่วนเต็มทน ส่วนเรื่องในสนามถึงแม้จะปลุกชีพด้วยการล้มเชลซีลงได้แต่ก็เหมือนจะอีหรอบเดิมช่วงต้นซีซั่นเรี่ยราดทำคะแนนหกรายทางอีกแล้ว
วนมาถึงเชลซี"สิงโตตัวเขื่อง"ที่ชักไม่เชื่องมือบอสคางทูม(คาร์โล อันเชล๊อตติ)เท่าใหร่แล้ว หลังเปิดหัวปีนี้ด้วยอาการ"ชิว ๆ"สุด ๆ ขย้ำแหลกไม่จำแนกสายพันธ์เก็บทั้งสามแต้มพร้อมกอบลูกได้-เสียแทบล้นกระบุง
ล่าสุดเครื่องเริ่มฝืตสตาร์ทติดยากซะงั้น ปัญหาหลักปัญหาเดียวเพียว ๆ คืออาการบาดเจ็บที่พรากกระดูกสันหลังของทีมอย่างแลมพาร์ดและเทอร์รี่ ยังดีที่รายหลังแว่วว่าพร้อมคัมแบ็กแล้ว ส่วนรายแรกเหมือนต้องมนต์ดำไร้ความชัดเจนคืนทัพ
อีกปัจจัยคือนโยบายของเชลซีเองที่ต้องการซื้ออนาคตปล่อยแข้งเก๋าออกไปทั้งบัลลัค โจ โคล เดโก้ ทำให้เหลือบมองรายชื่อตัวสำรองที่ส่งชื่อมาแต่ละนัดกลายเป็นเหล่าดาวรุ่งซะส่วนมาก ซึ่งยามคับขันมันทดแทนได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
เรื่องแนวนี้ใจไม่เย็นจริงก่อกำเนิดยาก ไม่เชื่อโทรถามเฟอร์กูสันกับเวนเกอร์ดู ยิ่งยุคแห่งการแข่งขัน+ความหิวกระหายในถ้วยรางวัลของอากู๋ เกรงว่าโครงการนี้จะไปไม่สุดเอาสิครับสาวกเดอะบลูส์
คำตอบอยู่ที่ตลาดหน้าหนาวนี้ล่ะครับ เห็นทีถ้าผลงานทีมยังสั่น ๆ ไม่แข็งแรงดุดันเหมือนช่วงออกตัว อันเช่คงได้ละลายทรัพย์เสี่ยหมีอีกรอบ
นั่ง ๆ พิมพ์อยู่ใจลอยไปถึงอาร์เซน่อล(หลงรักมูฟเมนท์ของทีมนี้) ก็เกิดอาการเสียวสันหลังวาบ ที่ทำตัวเป็นนักฆ่าแต่ไม่มีความเป็นมืออาชีพ คือยิงเสร็จแล้วมักชะล่าใจเล่นแต่ละนัดนำสองลูกยังวางใจไม่ได้ มักโดนยิงไล่หลังมาประจำ บางนัดนกหวีดจบเกมส์จากท่านเปาก็ช่วยชีวิตไว้ได้ทัน ไม่งั้นมีเงิบ
ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคำว่า"ปิดเกมส์"หรือเล่นให้มัน"เคี่ยว"หน่อย ผู้จัดการทีมแต่ละคนมีทริคยังไงให้สั่งการแล้วเด็ก ๆ ในสนามตอบสนองออกมาได้เต็มลิมิต
อาร์เซน่อลก็ยังเป็นอาร์เซน่อลวันยังค่ำ ความสวยงามไม่เคยจางหาย เติมความแน่นอน ความเด็ดขาด เข้าหน่อยเชื่อเลยว่ากลมกล่อมหอมละมุนแน่นอน
และอย่างที่เกริ่นไปเบา ๆ ว่า มาตรฐานพรีเมียร์สูงขึ้นทุกปีทำให้สื่อหลายสำนักไม่กล้าคอนเฟิร์มเด๋วหน้าแหกเอา โดยเฉพาะปีนี้แต่ละทีมต่างงัดวิชากลยุทธ์สูตรเด็ดกันออกมาสู้สุดฤทธิ์
ไม่ว่าจะแท๊คติกย่อย ๆ ลูกหนัก บอลโบราณ หรือกระทั่งแนววิ่งสู้ฟัด จนเรา ๆ เห็นภาพ"หมูกัด"หรือที่เข้าใจกันโดยทั่วว่า"พลิกล๊อค"มาหลายนัดแล้ว
แมนซิตี้เสียทีวูลฟ์ .. เชลซีถูกซันเดอร์แลนด์ลูบคม .. แค่สองเคสนี้ก็กระชากอารมณ์พลิกล๊อคออกมาได้แล้ว และน่าจะการันตีได้ว่าพรีเมียร์ลีกทุกวันนี้มองแค่ชื่อทีมกับเกรดทีมไม่ได้แล้ว เหมือนสุภาษิตบ้าน ๆ"อะไร ๆ มันก็ไม่แน่นอน"
และยิ่งเปล่งรังสีออร่า"พลิกล๊อค"ชัดเจนเข้าไปอีกหลัง"จ่าเฉย"แฮรี่ เรดแนปป์ที่สงสัยยิงชุดคำสั่ง"Crt + Alt + Del"ใส่ลูกทีม จากครึ่งแรกที่ดูไม่ตอบสนองคำสั่งเหมือนโปรแกรมค้างโดนเด็กในคาถาเวนเกอร์กระหน่ำไปสองลูก กลับมาทำงานเป็นปกติฮึดไล่ยิงแซงสามลูกรวดเข้าวินหน้าตาเฉย
ฝันร้ายของแฟนปืนทุกคนครับ โดยเฉพาะศัตรูที่สร้างความเจ็บปวดในครานี้คือ"สเปอร์"คู่ปรับร่วมเมือง
แต่อารมณ์สุนทรีย์ก็มีน่ะเชลซีในช่วงเหยียบมิดคันเร่งช่วงหนังเริ่มฉาย ปูพรมยิงสลุตไม่กลัวเปลืองกระสุนเลยทีเดียว
และว่าจะไม่พูดถึงแมตช์ที่แฟนปีศาจแดงต่างร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า"แมตช์แรกแห่งปี"ที่ออกแรงเชียร์แล้วไม่อึดอัดก็ไม่ได้ ในเมื่อมันตรงคอนเซปต์"มันส์ยกร่อง"จริง ๆทันที่ที่กล้องจับภาพซูมไปที่สกอร์บอร์ดทรงที่เหลี่ยมผืนผ้าบนอัฒจันทร์โอลด์ แทรฟฟอร์ด .. Manchester United 7 - 1 Blackburn Rovers ผมในฐานะหนึ่งในประจักษ์พยานร่วมกับอีกหลายหมื่นชีวิตในสนามบวกอีกกี่ชีวิตไม่ทราบที่เฝ้าดูตามหน้าจอโทรทัศน์หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ ต่างอดยิ้มไม่ได้กับผลงานในนัดนี้
เชื่อเถอะครับว่าสกอร์ที่เห็นมันมีอะไรมากกว่าคำว่า"แบล๊ดเบิร์นเล่นห่วยแตก"หรือ"แมนยูเล่นเนียนเวอร์"คืออยากจะบอกว่าแพ้-ชนะมันเป็นธรรมชาติ
แต่ในวันที่อะไร ๆ มันก็คลิ๊ก(เบิร์บอยู่ตรงใหนบอลก็ใหลมาให้โชว์อาร์ตสะบัดปลายตีนเป็นเข้า)การ"ฆาตกรรมโหด"แบบนี้ย่อมเกิดขึ้นได้เช่นกัน
ทุกเส้นทางเดินไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ .. มีวันดี ๆ คละเคล้าวันแย่ ๆ
ทุกปัญหาอุปสรรคคือบททดสอบความแข็งแกร่งของผู้ที่คู่ควรกับตำแหน่งแชมเปี้ยนส์เสมอ












หากไม่นับจังหวะปัญหาตรงมุมธง อันต่อเนื่องไปถึงลูกยิงสำคัญของของ"อำนาจ แก้วเขียว"ปราการหลังกัปตันทีมในช่วงท้ายเกมส์ซึ่งส่งให้"พลพรรค BG"บางกอกกล๊าสเปิดบ้านสยบความร้อนแรงของ"กิเลนผยอง"เมืองทอง ยูไนเต็ดหลังชนะในลีกมา 4 นัดรวดทำแต้มนำเป็นจ่าฝูงร่วมกับ"ชลบุรี เอฟซี"เรียกว่ากระชากอารมณ์คนดูอย่างยิ่ง เสมือนกับหนังชีวิตชนิดดราม่าสุด ๆ
