วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553

มนต์เสน่ห์พรีเมียร์ลีก .. ต่างวีคต่างอารมณ์





นาน ๆ เหลือบมองตารางซะทีก็ตกใจไม่น้อย ทำเป็นเล่นไปนาทีนี้บอลลีกผู้ดีที่หวดกันไฟแลบดำเนินไปแล้ว 15 ไฟต์(กว่าหนึ่งในสามส่วน)ของเส้นทาง


และยังไม่มีทีท่าจะจอดเทียบท่าชานชลาใหน ๆ ยิ่งเข้าสู่ช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่แบบนี้คิวชุกงานชุมยิ่งกว่าดาราฮ๊อต ๆ ซะอีก

แต่อย่างที่จั่วหัวเรื่องไว้ละครับ ครึ่งทางก็ยังไม่ถึงดีแต่มีทุกอรรถรส ดราม่า .. ปลงโลก .. ชิว ๆ .. เสียวสันหลัง .. พลิกล๊อค .. มันส์ยกร่อง ใครจะสาธยายต่อเชิญ


20 อรหันต์ที่เข้ามายืนหยัดบนลีกสูงสุดประจำ คศ. 2010-2011 ต่างโชว์ศักยภาพออกมาได้น่าเกรงขามจนช่องว่างหรือเกรดบอลชั้นบนชั้นล่างไม่หนีกันเท่าใหร่แล้ว


"ดราม่า"ยังไงไม่ต้องสืบความ"ปีศาจแดง"ที่ไม่แพ้ใครแต่เล่นเสมอถึง 7 นัด โดยเฉพาะไอ่แมตช์ที่เก็บได้ทีละคะแนนเนี่ย .. เฮ้อ ตั้งแต่กำลังจะสวมบทนอนตีพุงเคี๊ยวท๊อฟฟี่ให้ฟันผุเล่นในปากอย่างสำราญใจแล้ว ชั่วอึดใจเดียวก่อนสิ้นเสียงนกหวีดจบเกมส์โดนสองดอกทั้งช๊อคทั้งเหวอกันเป็นแถบ


เรื่อย ๆ มาเรียง ๆ(สไตล์ป๋า) แต่ก็แวะเวียนขึ้นมาสูดอากาศบนยอดตารางรับหนาวนี้เป็นที่เรียบร้อย


"ปลงโลก"ไผตนใดจะรู้ซึ้งในคำนี้เท่ากับสาวก"Red Machine"ไม่มีอีกแล้ว ศักดิ์ศรีความยิ่งใหญ่ของทีมมันค้ำคอ แต่ผลงานสาละวันเตี้ยลง ๆ ผีซ้ำด้ำพลอยยังมาเจอมรสุมปลิงดูดเลือด


กว่าจะจบเรื่องนอกสนามก็กระอักกระอ่วนเต็มทน ส่วนเรื่องในสนามถึงแม้จะปลุกชีพด้วยการล้มเชลซีลงได้แต่ก็เหมือนจะอีหรอบเดิมช่วงต้นซีซั่นเรี่ยราดทำคะแนนหกรายทางอีกแล้ว


วนมาถึงเชลซี"สิงโตตัวเขื่อง"ที่ชักไม่เชื่องมือบอสคางทูม(คาร์โล อันเชล๊อตติ)เท่าใหร่แล้ว หลังเปิดหัวปีนี้ด้วยอาการ"ชิว ๆ"สุด ๆ ขย้ำแหลกไม่จำแนกสายพันธ์เก็บทั้งสามแต้มพร้อมกอบลูกได้-เสียแทบล้นกระบุง


ล่าสุดเครื่องเริ่มฝืตสตาร์ทติดยากซะงั้น ปัญหาหลักปัญหาเดียวเพียว ๆ คืออาการบาดเจ็บที่พรากกระดูกสันหลังของทีมอย่างแลมพาร์ดและเทอร์รี่ ยังดีที่รายหลังแว่วว่าพร้อมคัมแบ็กแล้ว ส่วนรายแรกเหมือนต้องมนต์ดำไร้ความชัดเจนคืนทัพ


อีกปัจจัยคือนโยบายของเชลซีเองที่ต้องการซื้ออนาคตปล่อยแข้งเก๋าออกไปทั้งบัลลัค โจ โคล เดโก้ ทำให้เหลือบมองรายชื่อตัวสำรองที่ส่งชื่อมาแต่ละนัดกลายเป็นเหล่าดาวรุ่งซะส่วนมาก ซึ่งยามคับขันมันทดแทนได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ


เรื่องแนวนี้ใจไม่เย็นจริงก่อกำเนิดยาก ไม่เชื่อโทรถามเฟอร์กูสันกับเวนเกอร์ดู ยิ่งยุคแห่งการแข่งขัน+ความหิวกระหายในถ้วยรางวัลของอากู๋ เกรงว่าโครงการนี้จะไปไม่สุดเอาสิครับสาวกเดอะบลูส์


คำตอบอยู่ที่ตลาดหน้าหนาวนี้ล่ะครับ เห็นทีถ้าผลงานทีมยังสั่น ๆ ไม่แข็งแรงดุดันเหมือนช่วงออกตัว อันเช่คงได้ละลายทรัพย์เสี่ยหมีอีกรอบ


นั่ง ๆ พิมพ์อยู่ใจลอยไปถึงอาร์เซน่อล(หลงรักมูฟเมนท์ของทีมนี้) ก็เกิดอาการเสียวสันหลังวาบ ที่ทำตัวเป็นนักฆ่าแต่ไม่มีความเป็นมืออาชีพ คือยิงเสร็จแล้วมักชะล่าใจ


เล่นแต่ละนัดนำสองลูกยังวางใจไม่ได้ มักโดนยิงไล่หลังมาประจำ บางนัดนกหวีดจบเกมส์จากท่านเปาก็ช่วยชีวิตไว้ได้ทัน ไม่งั้นมีเงิบ


ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคำว่า"ปิดเกมส์"หรือเล่นให้มัน"เคี่ยว"หน่อย ผู้จัดการทีมแต่ละคนมีทริคยังไงให้สั่งการแล้วเด็ก ๆ ในสนามตอบสนองออกมาได้เต็มลิมิต


อาร์เซน่อลก็ยังเป็นอาร์เซน่อลวันยังค่ำ ความสวยงามไม่เคยจางหาย เติมความแน่นอน ความเด็ดขาด เข้าหน่อยเชื่อเลยว่ากลมกล่อมหอมละมุนแน่นอน


และอย่างที่เกริ่นไปเบา ๆ ว่า มาตรฐานพรีเมียร์สูงขึ้นทุกปีทำให้สื่อหลายสำนักไม่กล้าคอนเฟิร์มเด๋วหน้าแหกเอา โดยเฉพาะปีนี้แต่ละทีมต่างงัดวิชากลยุทธ์สูตรเด็ดกันออกมาสู้สุดฤทธิ์


ไม่ว่าจะแท๊คติกย่อย ๆ ลูกหนัก บอลโบราณ หรือกระทั่งแนววิ่งสู้ฟัด จนเรา ๆ เห็นภาพ"หมูกัด"หรือที่เข้าใจกันโดยทั่วว่า"พลิกล๊อค"มาหลายนัดแล้ว


แมนซิตี้เสียทีวูลฟ์ .. เชลซีถูกซันเดอร์แลนด์ลูบคม .. แค่สองเคสนี้ก็กระชากอารมณ์พลิกล๊อคออกมาได้แล้ว และน่าจะการันตีได้ว่าพรีเมียร์ลีกทุกวันนี้มองแค่ชื่อทีมกับเกรดทีมไม่ได้แล้ว เหมือนสุภาษิตบ้าน ๆ"อะไร ๆ มันก็ไม่แน่นอน"


และยิ่งเปล่งรังสีออร่า"พลิกล๊อค"ชัดเจนเข้าไปอีกหลัง"จ่าเฉย"แฮรี่ เรดแนปป์ที่สงสัยยิงชุดคำสั่ง"Crt + Alt + Del"ใส่ลูกทีม จากครึ่งแรกที่ดูไม่ตอบสนองคำสั่งเหมือนโปรแกรมค้างโดนเด็กในคาถาเวนเกอร์กระหน่ำไปสองลูก กลับมาทำงานเป็นปกติฮึดไล่ยิงแซงสามลูกรวดเข้าวินหน้าตาเฉย


ฝันร้ายของแฟนปืนทุกคนครับ โดยเฉพาะศัตรูที่สร้างความเจ็บปวดในครานี้คือ"สเปอร์"คู่ปรับร่วมเมือง


แต่อารมณ์สุนทรีย์ก็มีน่ะเชลซีในช่วงเหยียบมิดคันเร่งช่วงหนังเริ่มฉาย ปูพรมยิงสลุตไม่กลัวเปลืองกระสุนเลยทีเดียว


และว่าจะไม่พูดถึงแมตช์ที่แฟนปีศาจแดงต่างร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า"แมตช์แรกแห่งปี"ที่ออกแรงเชียร์แล้วไม่อึดอัดก็ไม่ได้ ในเมื่อมันตรงคอนเซปต์"มันส์ยกร่อง"จริง ๆ


ทันที่ที่กล้องจับภาพซูมไปที่สกอร์บอร์ดทรงที่เหลี่ยมผืนผ้าบนอัฒจันทร์โอลด์ แทรฟฟอร์ด .. Manchester United 7 - 1 Blackburn Rovers ผมในฐานะหนึ่งในประจักษ์พยานร่วมกับอีกหลายหมื่นชีวิตในสนามบวกอีกกี่ชีวิตไม่ทราบที่เฝ้าดูตามหน้าจอโทรทัศน์หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ ต่างอดยิ้มไม่ได้กับผลงานในนัดนี้


เชื่อเถอะครับว่าสกอร์ที่เห็นมันมีอะไรมากกว่าคำว่า"แบล๊ดเบิร์นเล่นห่วยแตก"หรือ"แมนยูเล่นเนียนเวอร์"คืออยากจะบอกว่าแพ้-ชนะมันเป็นธรรมชาติ


แต่ในวันที่อะไร ๆ มันก็คลิ๊ก(เบิร์บอยู่ตรงใหนบอลก็ใหลมาให้โชว์อาร์ตสะบัดปลายตีนเป็นเข้า)การ"ฆาตกรรมโหด"แบบนี้ย่อมเกิดขึ้นได้เช่นกัน


ทุกเส้นทางเดินไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ .. มีวันดี ๆ คละเคล้าวันแย่ ๆ


ทุกปัญหาอุปสรรคคือบททดสอบความแข็งแกร่งของผู้ที่คู่ควรกับตำแหน่งแชมเปี้ยนส์เสมอ

วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เงินส่วนเงิน .. อย่าให้ศาสตร์ลูกหนังหายไป




ฟุตบอลที่ถูกครอบงำไปด้วยธุรกิจบางทีมันก็กลืนเสน่ห์หรือศาสตร์บางอย่างของฟุตบอลให้เลือนหายไป ขึ้นชื่อว่าธุรกิจฟุตบอลไผตนใดไม่อยากแสวงหากำไรบ้าง


และกำไรที่ว่าก็ต่อยอดมาจากความสำเร็จทั้งนั้น ทุกวันนี้เราจึงเห็นปฎิบัติการพันธบัตรซื้อความสำเร็จเป็นว่าเล่น


และถึงจะมีผู้คนมากมายทักท้วง .. ยืนยัน .. นั่งยัน .. หรือนอนยันก็แล้วแต่สุดจะหาไม่ แต่อย่าลืมว่าเม็ดเงินเหล่านี้นำเข้าซูเปอร์สตาร์หรือที่เรารู้จักกันดีว่า"แข้งเทพ"ให้มาจุกกองรวมกันแล้วปรุงแต่งส่วนผสมอีกเล็กน้อยออกล่าถ้วยแชมป์น้อยใหญ่กันเต็มสองตา


กระนั้นถึงมันจะสร้างความตื่นตาตื่นใจปนความอิจฉาตาร้อนผ่าวเมื่อเห็นกลุ่มแข้งเทพมาผนึกกำลังไล่ล่าความสำเร็จแบบฟาสต์ฟู๊ด แต่อย่าลืมว่าการแลกของมีค่ามาด้วยเงินมันยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงการละเลยศาสตร์ลูกหนังแขนงหนึ่งกันไป


และสิ่งที่กำลังจะพูดถึงคือการปลุกปั้นหรือการเจียระไนนักฟุตบอลให้กลายเป็นยอดนักเตะขึ้นมาประดับวงการ ซึ่งปัจจุบันทีมเล็ก ๆ ทีมระดับกลาง-ล่างก็ยังคงต้องแนวทางนี้ไว้อันจะหาสาเหตุคงหนีไม่พ้นเรื่องสตุ้งสตางค์ ที่ภาษาบ้าน ๆ เขาเรียกกันว่า"ไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง"ท้ายที่สุดก็ต้องปั้นเองใช้เองหรือขายกินเอง


ส่วนพวก Heavyweight(รุ่นใหญ่) ขึ้นมาหน่อยอันมีจะกินก็มักจะซื้อกินซื้อใช้ตามเรื่องตามราวของคนมีตังค์และความสำเร็จที่ไม่มีใครหยุดรอใครตามยุคสมัยของฟุตบอลที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว


แต่ก็ยังพอมีนักอนุรักษ์นิยมอยู่บ้างอาทิเช่น บรมกุนซือแดนขี้เมา(เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน) หลายแข้งทองผ่านมือป๋ามาแล้วทั้งนั้นทั้งที่ก่อนหน้าบางคนถึงขนาดร้องยี้


"Class of 92" คือผลงานอลังการงานสร้างที่สุดของเฟอร์กี้ที่ระยะเวลาล่วงเลยไปอีกี่สิบปีผู้คนยังกล่าวขานไม่ขาดสาย แม้แต่การถือกำเนิดเจ้าของค่าตัวนักฟุตบอลที่แพงที่สุดในโลกอย่างคริสติอาโน่ โรนัลโด้ก็ผ่านการอบรมเลี้ยงดูและขัดสีฉวีวรรณด้วยน้ำมือของอาจารย์ใหญ่แห่งโอลด์ แทรฟฟอร์ดมาเช่นกัน


แต่ที่ชัดสุด ๆ คงหนีไม่พ้น ขงเบ้งฝรั่งเศส(อาร์แซน เวนเกอร์) ผู้ที่ศรัทธาต่อปรัชญาและแนวทางของตนเองมาโดยตลอด เด็กคนใหนมีแววมีพรสวรรค์ฉกเข้าแคมป์ช่างกลปืนโตผ่านการซึมซับระบบหรือสไตล์ฟุตบอลอันเป็นเอกลักษณ์ของอาร์เซน่อลแล้วเดินขึ้นมาเฉิดฉายบนแคทวอล์ค"เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม"กันเป็นทิวแถว


บาร์เซโลน่าคืออีกยอดทีมที่ไม่ลืมจะให้ความสำคัญกับไอ้เรื่องปั้นขัดเกลาขึ้นมาใช้งานเองโดยเฉพาะอย่างยิ่งศูนย์ฝึกฟุตบอล"La Masia"อันขึ้นชื่อลือชา ลา มาเซีย เป็นภาษาสเปนแปลว่า"บ้านไร่"ซึ่งเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้วที่ บ้านไร่แห่งนี้ได้ผลิตผลงานคุณภาพออกสู่สายตาชาวโลก


ซาบี้ เฮอร์นันเดซเอย อันเดรส อินเนียสต้าเอย และล่าสุดตอกย้ำความปลื้มปิติของแฟนบอลเจ้าบุญทุ่มกับเจ้าของรางวัล"Ballon D'or"(บังลงดอร์)ปีล่าสุด ลีโอเนล เมสซี่


อาแจ็กซ์เองก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขามีศูนย์ฝึกฟุตบอลระดับเยาวชนที่ดีที่สุดในยุโรปสร้างนักเตะขึ้นมาจนคว้าแชมป์ยุโรปมาแล้ว


ไงซะผมแค่ผู้ติดตามวงการฟุตบอลคนหนึ่งที่ยังอยากเห็นการปั้นดินสู่ดาว การเสกพรสวรรค์ให้กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ด้วยน้ำมือของมนุษย์หรือวิถีภูมิปัญญาชาวบ้าน ๆ มากกว่าจะแลกมาด้วยทรัพย์สิน


การคว้าแชมป์ด้วยพลังเงินก็นับว่าหล่อและไม่แหกกฎอย่างใดแต่มันก็ไม่ภาคภูมิใจเท่าคว้าแชมป์ด้วยการสร้างกลุ่มนักเตะขึ้นมาใช้งานเอง


รอนิด .. อดทนกันหน่อยเถอะน่ะ ยิ่งบ่มเพาะนานคุณประโยชน์และคุณค่าทางใจมันก็เพิ่มขึ้นไปด้วย

วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553

4-2-3-1 แบบฉบับ Deutsch & Dutch











"คลั่งใคล้ในเกมส์ลูกหนัง".. คำ ๆ นี้ได้ยินมาหลายยุคหลายสมัย แต่เชื่อขนมกินได้เลยว่ามีแฟนบอลทั้งพันธ์แท้และพันธ์ทางอีกจำนวนไม่น้อยที่พุ่งเป้าไปที่ทริคและเทคนิคอันตื่นตาตื่นใจของเหล่าแข้งเทพ มากกว่า "Formation" หรือที่เรารู้จักกันดีว่า "แผนการเล่น" นั่นแหละ


ชีวิตมนุษย์เราเดินไปข้างหน้าทีละก้าวยังต้องมีแบบแผน เกมส์ฟุตบอลเองก็เช่นกันหากขาดแผนแล้วจะขับเคลื่อนไปอย่างมีประสิทธิภาพได้เช่นไร


สารภาพตามตรงว่าหากเกมส์ (CM = Championship Manager) หรือ (FM = Football Manager) ไม่ถือกำเนิดขึ้นมาผมคงไม่มานั่งใส่ใจอีกมิติหนึ่งที่คอบอลทั้งหลายเพิกเฉยกันไป


และแม้ว่าผมจะเติบโตมาพร้อมกับ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในยุคที่มีปรมาจารย์ลูกหนังเมืองน้ำเมาโชว์กึ๋นโชว์แทคติกกับแผนคู่บุญ 4-4-2 มาก็เนิ่นนาน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า 4-2-3-1 คืออะไรที่โดนใจอย่างแรง หากจะบอกว่าเป็นกระแสใหม่ฟุตบอลคงพูดได้ไม่เต็มปาก


คงเป็นเพราะความดีความชอบของเสือสองตัวในฟุตบอลโลก 2010 ที่ถึงจะแพ้โคตรบอลแห่งยุค "เอสปันญ่า" ไปทั้งคู่จนเป็นได้แค่พระรองอันดับสองและสามตามลำดับ


แต่กระนั้นก็เถอะเพราะความสุดยอดของสเปนแท้ ๆ ไม่งั้น "เบิร์ต ฟานมาร์คไวด์" กับ "โยอาคิม เลิฟ" คงจารึก 4-2-3-1 ได้สวยหรูกว่านี้แน่


เสือสองตัวที่ว่าคือ ขุนพลดัตช์ทีมชาติฮอลแลนด์และขุนพลด๊อยช์ทีมชาติเยอรมัน ที่เลือกเดินเข้าสู่สนามรบด้วยแผน 4-2-3-1 ซึ่งจะแมตช์กับฟุตบอลทัวร์นาเมนท์ค่อนข้างมากเนื่องจากเป็นแผนที่มีความสมดุลในเกมส์สูง


สมดุลที่ว่ามันมาจากรูปแบบของเกมส์ที่ค่อนข้างยืดหยุ่นรับมือกับคู่ต่อสู้ได้หลายระดับ หากเจอเกรดต่ำกว่าก็สามารถปูพรมเซ็ตเกมส์เข้าทำได้ตามถนัด มิดฟิลด์คู่กลางขยับไลน์การยืนขึ้นไปหนุนสี่ประสานในแนวรุก รวมทั้งแบ็คสองข้างที่เติมขึ้นไปกดแผงหลังคู่แข่งบ้างยามโอกาสอำนวย


หากเจอเกรดไล่เลี่ยสมน้ำสมเนื้อหรือเหนือกว่าก็เปลี่ยนแนวเป็นตีหัวเข้าบ้านรับให้แน่นด้วยการเสริมใยเหล็กในแนวรับโดยใช้มิดฟิลด์คู่กลางถอยไลน์ยืนต่ำลงมาปัดเป่าทำความสะอาดอยู่หน้าแผงหลัง ส่วนแบ็คสองข้างตรึงเอาไว้ในแนวลึก เพื่อปิดเกมส์ริมเส้นและตามช่อง แล้วสวนกลับเมื่อสบโอกาสอาศัยบอลน้อยจังหวะในการเข้าทำ ตรงจุดนี้แหละอาจจะยากนิดต้องรวมความลงตัวและความเข้าขารู้ใจของนักเตะในแนวรุกบวกกับความเด็ดขาดในจังหวะสุดท้าย


ทว่าแผนนี้ต้องอิงกับทรัพยากรที่มีอยู่ในมือของผู้จัดการทีมไม่งั้นประสิทธิภาพและประสิทธิผลหายหดกันพอดี ประเด็นหลัก ๆ คือ


1. ต้องมีเพลย์เมคเกอร์ชั้นอ๋องซึ่งเล่นอยู่หลังกองหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ ใหวพริบดีและครีเอตเกมส์เก่ง
เวสลี่ย์ ชไนเดอร์(Holland) และ เมซุต โอซิล(Germany) ตีโจทย์นี้ได้แตกกระจุย รายแรกมีบอลสั้นบอลยาว และการจบสกอร์ที่ไว้ใจได้เป็นเครื่องหมายการค้า ส่วนรายหลังมีสปีดและเซนส์บอลที่หาตัวจับยากเป็นหมัดเด็ด


2. ต้องมีกองหน้ากึ่งปีกที่ฉีกออกไปเล่นริมเส้นได้ดี ตลอดจนมีสกิลการทำประตูโดดเด่นเป็นประกาย
เยอรมันใช้มุลเลอร์และโพโดลสกี้ ส่วนฮอลแลนด์เลือกร๊อบเบนและเค้าท์โจมตีริมเส้นจะเห็นได้ว่าทั้งสี่นายเป็นกองหน้าอาชีพอยู่แล้ว อาจจะเว้นร๊อบเบนไว้คนนึงที่เป็นปีกโดยกำเนิด แต่ก็มีความสามารถในการพังประตูไม่ได้ด้อยไปกว่าดาวยิงทั้งหลายแหล่


การใช้ศูนย์หน้าถ่างออกมาเล่นด้านกว้างทำให้เกมส์รุกค่อนข้างหลากหลายจากเดิมตัวริมเส้นมีหน้าที่ครอสเข้าในเป็นหลัก เปลี่ยนมาเป็นรูปแบบเปิดก็ได้ตัดเข้ามาในยิงเองก็ดี หรือจะสอดเข้าไปสับไกยามศูนย์หน้าถ่างออกด้านข้างก็เห็นผลนักแล


สองประเด็นนี้ถือว่ามีอิทธิพลค่อนข้างสูงสำหรับทีมที่ประสงค์จะเข้าสู่ฟอร์เมชั่น 4-2-3-1 หาใช่ว่าสักแต่จะใช้โดยไม่ดูศักยภาพของนักเตะภายในทีม


ยังเหลือรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายซึ่งต้องปรับปรุงแต่งองค์ทรงเครื่องกันนัดต่อนัดตามแต่ขวากหนามที่โผล่เข้ามาขวางด้านหน้า เพราะเป็นแค่หมากตามหน้ากระดาษที่ผมมองผ่านกลไกการทำงานของเยอรมันและฮอลแลนด์


แผนการเล่นมันวิวัฒนาการไปตามกาลเวลา คลอดมาแล้วเป็นสิบ ๆ แผนขึ้นอยู่กับว่าทีมใดจะเหมาะกับแผนใหนในเวลาใดมากกว่ากัน


4-2-3-1 ในวันนี้ไม่ใช่กระแสแต่เป็นมิติใหม่ทางเลือกใหม่ ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลสำหรับทีมที่พร้อมและใช้งานเป็น

วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ทางของฉัน ..Manchester.. ฝันของเธอ






กลิ่นอายบอลโลกจางลงไป แต่กลิ่นอายบอลลีกกำลังเคล้าคลุ้งลอยแตะจมูกเข้ามา และแม้ฤดูทำการยังไม่เปิดฉากฟาดแข้งกระนั้นคงอดพูดถึง "Hot Topic" จากเวทีพรีเมียร์ชิพไม่ได้อยู่ดี

ซูมแผนที่ไปในเมืองแมนเชสเตอร์คงมีประเด็นให้ถกให้เมาท์กันมากมาย จนพอจับใจความได้คร่าว ๆ กับแนวทางการสร้างและทำทีมของสองเสือที่นับแต่นี้ไม่อาจอยู่ถ้ำเดียวกันได้


"เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่หิวกระหายโทรฟี่จับจิตหลังไร้การสัมผัสถ้วยแชมป์มาเนิ่นนาน เลือกตามฝันตามหาเป้าหมายในแบบฉบับ "ฟาสต์ฟู๊ด"


ซีซั่นที่ผ่านมาถือว่าหยั่งเชิงกับก้าวแรก ก็นับว่าดูดีมีอนาคตกับการพลาดตั๋วแชมเปี้ยนส์ลีกใบสุดท้ายไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด


นั่นเหมือนกับการประกาศตนกลาย ๆ ว่าข้ากำลังกลับมา


ยิ่งเวลาผ่านไปเม็ดเงินของท่านชีคยิ่งตอกย้ำความน่ากลัวของแมนซิตี้ได้เป็นอย่างดีหลังเริ่มปฏิบัติการโกย "ซูเปอร์สตาร์" เข้าฮาเร็ม


เอาแค่สองหน่อพระกาฬจากลา ลีก้า "ยาย่า ตูเร่" กับ "ดาบิด ซิลบา" ที่ว่ากันด้วยฝีเท้าล้วน ๆ แล้วไม่มีใครมองข้ามได้แน่นอน เกิดจูนติดปรับตัวได้เมื่อใหร่


"เรือใบ" คงสถาปนาตนเป็น "เรือยอร์ช" แล่นฉิวไม่เกรงอกเกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหมทั้งสิ้น
บวกกับของดีที่ชื่อยังไม่เตะตานักทั้ง "เฌอโรม บัวเต็ง" และ "อเล็กซานเดอร์ โคราลอฟ" ต่างตบเท่าเข้าร่วมหวังสร้างความสุขให้เหล่า "Citizens"


ในขณะที่ผมขีดเขียนมาจนถึงบรรทัดนี้ใช่ว่าการเสริมกองกำลังของเรือใบสีฟ้าจะหยุดลงแต่อย่างใด


หากไม่มีอะไรพลิกโผ "มาริโอ บาโลเตลลี่" ที่ผมประเมิณพลังและความสามารถซ่อนเร้นที่มีอยู่ในตัวไว้ระดับเดียวกับสุดยอดนักเตะของโลกหลาย ๆ คนคงโยกมาสวามิภักดิ์เจ้านายเก่าเป็นแน่แท้


ยิ่งหว่านพันธบัตรเป็นว่าเล่นก็ยิ่งเป็นที่อิจฉาหมันใส้ของคู่แข่ง แต่มันก็ไม่ผิดในเมื่อไม่มีกฏข้อใหนห้ามเอาไว้ และนี่ก็ไม่ใช่เคสแรกแต่อย่างใด


เชลซีในยุคที่เสี่ยหมีถือครองกิจการใหม่ ๆ ก็กว้านซื้อและใช้เวลาปรุงแต่งส่วนผสมไม่นานจนทีมประสบความสำเร็จเถลิงแชมป์สมใจแฟนบอล


ขณะที่ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเลือกที่จะเดินในทางของตัวเองยึดถือสืบต่อกันมาเน้นไปที่ระบบเป็นสำคัญพร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ดาวรุ่งได้แจ้งเกิด


ส่วนตลาดซื้อขายครานี้ของแมนยูไนเต็ดก็เป็นไปดังเจตนารมณ์ของบรมกุนซือเลือดวิสกี้ แม้ไม่ได้เงียบเป็นเป่าสาก กลับกันคึกคักยิ่งกว่าตลาดสดแต่อย่าลืมว่าเกือบทั้งหมดเป็นแค่ข่าว


ผมเองไม่อาจเดาใจ "ป๋าเฟอร์กี้" ได้แต่เท่าที่ติดตามแกมักมองอะไรมากกว่าหนึ่งช็อตเสมอ


มิสเตอร์ยูไนเต็ดรักสโมสรคู่บุญเหมือนกับบ้านตัวเอง เชื่อว่าตอนนี้คงรู้ดีถึงสถานภาพทางการเงินที่ลึก ๆ เงินในมือสำหรับช๊อปนักเตะอยู่ในกำมือแล้ว


เพียงแต่อย่าลืมว่าปีศาจแดงตอนนี้ ถึงจะมีเงินแต่ก็มีหนี้เช่นกัน


ถึงจะซื้อหรือไม่ซื้อแต่ป๋าคงตัดสินใจเดิมพันด้วยการสวมบทเป็นป๋าดันอีกรอบเพื่อรักษาสมดุลบัญชีของทีมและประกอบรายการ "โฮมโกรนว์" ที่กำลังเข้ามาเยือน


มีป๋านั่งคุมข้างสนามอยู่ยังไงปีศาจตนนี้ก็ยังมีลุ้นเสมอไม่หลุดวงโคจรไปก่อนพวก เพราะยูไนเต็ดโตมาด้วยระบบและแบบแผนที่เฟอร์กี้สร้างขึ้นมา


หันมามองดูของเล่นใหม่บ้างเก่าบ้างที่คาดว่าคงเข้ามามีบทบาทเยอะพอควรในปีหน้าฟ้าใหม่นี้


แฝดบราซิเลี่ยน.. "ราฟาเอล" ผู้น้องผ่านมาเยอะเจ็บมาเยอะกับขวบปีที่ผ่านพ้นไปแต่ความผิดพลาดและประสบการณ์ในการรับมือกับสองสุดยอดนักเตะอย่าง "ฟร้องค์ ริเบรี่" และ "โรนัลดินโญ่" คงทำให้เติบใหญ่ได้ไม่ยาก


"ฟาบิโอ" ผู้พี่ดวงแตกหลายครั้งเจ็บง่ายไปหน่อย แถมยังเจอ "พาทริซ เอฟร่า" กระดูกชิ้นเบ้อเริ่มขวางทางเกิดอยู่อีก หากฟ้าไม่แกล้งคงได้เรียนรู้งานเฉกเช่นน้องชาย


"กาเบรียล โอเบอร์ตอง" ที่เข้ามาสร้างความฮือฮาพักเล็ก ๆ แล้วหายเข้าไปในกลีบเมฆ กลับมาคราวนี้หนาขึ้นกว่าเดิมดูไม่ก๊องแก๊ง สปีด เทดนิค สกิลฟุตบอลหายห่วง เหลือก็แต่ลูกเปิดและการจบสกอร์ รวมถึงการตัดสินใจในจังหวะสุดท้าย


คู่หน้าดาวรุ่งคงเป็นโอกาส "ฮาเวียร์ เฮอร์นันเดซ" และ "เฟเดริโก้ มาเคด้า" ทั้งสองเคสน่ารักน่าลุ้นทั้งคู่ "ชิชาริโต้" ผ่านเวทีระดับโลกด้วยการกดไปสองตุง ส่วน "กิโก้" รูปร่างและเซนส์บอลเอื้อกับลีกผู้ดีพอตัว


แมนยูกับแมนซิตี้ในวันนี้เลือกเดินคนละทาง บริหารทีมกันคนละแบบฉบับ


ฟากหนึ่งเปรียบกับ "สาวไฮโซ" ก็มิปานเลือกใช้ของดีมียี่ห้อ หรูหรา มีฐานะ อีกฟากทำตัวเหมือน "นางสาวไทย" ดูดีมีสกุล แต่ก็รักเด็กเป็นชีวิตจิตใจ


อีกเกือบหนึ่งปีเต็ม ๆ เรามานั่งดูคำตอบกัน


แมนเชสเตอร์ ซิตี้กับฤดูการเก็บเกี่ยวความสำเร็จ vs แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกับฤดูกาลเก็บเกี่ยวประสบการณ์
จะดำเนินไปในทิศทางใด และจบลงอย่างไร คงได้ลุ้นกันยาว ๆ ล่ะทีนี้


ก็ในเมื่อ "ทางของฉัน กับ ฝันของเธอ" มันเดินคนละเส้นทางกัน



วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Nippon : อีกหนึ่งคุณภาพจากเอเชีย











ฟุตบอลโลกคราวนี้ตัวแทนจากเอเชียสูญพันธ์ไปหมดแล้วครับ "ซามูไรสีน้ำเงิน" ญี่ปุ่นคือทีมสุดท้ายที่โบกมือลาแอฟริกาใต้


นับแต่เปิดสนามนัดแรกของแข้งซามูไรสารภาพสิ้นเปลือกว่าเปิดดูไปงั้นแต่แล้วหลังจบเกมส์เบียดเฮคว้าชัยเหนือแคเมอรูน 1-0 ทำเอาต้องเหลือบดูตารางที่เหลืออีก 2 นัดของนักเตะยุ่นว่าโม่แข้งอีกวันใหน


"ประทับใจจอร์จจริง ๆ" เล่นเนียนมากทั้งบู๊และบุ๋น


โอกาดะปรับแท็คติกจนอาจขัดใจท่านผู้ชมโดยเน้นไปที่ขันน๊อตในเกมส์รับให้แน่น แล้วโจมตีอย่างฉาบฉวยเมื่อโอกาสเปิดแต่เพื่อต้องการนำความภาคภูมิใจของชาวเอเชียมาแสดงต่อสายชาวโลกให้ประจักษ์ในทัวร์นาเม้นท์นี้


หลังอดีตต้องเป็นแค่ไม้ประดับในรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกมาตลอด แข่งกี่ครั้งก็เหมือนลูกไล่บ้าง ทีมแจกแต้มบ้าง


มาดใหม่ที่ไม่คุ้นตา แต่หารู้ไม่นี่คือ "คุณภาพ" ล้วน ๆ


สอบผ่านหรือไม่ก็มองดูผลงานในรอบแบ่งกลุ่ม 6 คะแนนจาก 3 นัดพร้อมตั๋วรอบน็อคเอาท์อีกหนึ่งใบ


โดยเฉพาะนัดสุดท้ายของรอบแรกที่ง้างดาบซามูไรฟันนักเตะโคนมซะศพไม่สวยเลย และเมื่อมองไปถึงสองฟรีคิกปลิดวิญญานด้วยแล้วมันยิ่งตอกย้ำถึงความหลากหลายของลูกทีมโอกาดะเอามาก ๆ


"เมด อิน เจแปน" ก็ทำได้ไม่ต้องรอให้โรนัลโด้ เมสซี่ ดร๊อกบา แสดงแสนยานุภาพ


ขอม้วนความยินดีกับผลงานรอบแบ่งกลุ่มไว้แค่นี้ก่อนแล้วกัน มาว่ากันต่อกับนัดประวัติศาสตร์อีกนัดหนึ่งของฟุตบอลโลก


รอบ 16 ทีมสุดท้ายคู่ที่ 7 ของรายการ "ปารากวัย-ญี่ปุ่น" เพราะเดิมพันด้วยการไม่ว่าทีมใดเป็นผู้ชนะจะกลายเป็นการทะลุเข้ารอบแปดทีมสุดท้ายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศ แต่ก็นั่นแหละครับขึ้นชื่อว่ารอบ"น๊อคเอาท์"มันต้องมีผู้ชนะ แม้จะเล่นได้สูสีคู่คี่ปานใดก็ไม่อาจควงแขนเกี่ยวก้อยเข้ารอบไปพร้อม ๆ กัน


ญี่ปุ่นลงสนามด้วย 11 ขุนพลชุดเดิมชุดที่ปราบเดนมาร์คแบบไม่มีพลิกโผ มี "ไคซูเกะ ฮอนดะ" เป็นตัวชูโรงเหมือนเคย


ฟากปารากวัยปรับทัพถึง 5 ตำแหน่งแต่แดนหน้ามาร์ติโน่ยังส่ง"ลูคัส บาริออส"และ"โรเก้ ซานตาครูซ"ไว้ขู่แนวรับยุ่น


120 นาทีที่ไม่มีฝ่ายใหนเพลี่ยงพล้ำให้แก่กันจะบอกว่าอึดอัดกับเกมส์ก็มีบ้างเพราะต่างฝ่ายต่างระมัดระวังด้วยกันทั้งคู่ โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ตั้งรับเป็นหลัก


ตรงนี้ต้องซูฮกนักเตะและทีมงานที่เป็นตัวแทนของชาว "Nippon" ที่แม้จะแพ้แต่ก็แพ้ในวินาทีสุดท้ายของสงครามจริง ๆ


ทูลิโอ ทานากะกับยูจิ นากาซาว่า สองหน่อนี้มีส่วนอย่างยิ่งกับการที่ตลอดทัวร์นาเม้นท์เสียไปแค่ 2 ประตูจาการลงเล่น 4 นัด


ในส่วนของผู้เล่นนับถือความเป็นมืออาชีพอย่างยิ่ง ก้มหน้าก้มตาเล่นบอลอย่างเดียวจริง ๆ ไม่ติดแอ๊ก ไม่โวยวายคำตัดสิน ไม่ฉายเดี่ยว บลา ๆ


พี่ไทยควรดูของใกล้ตัวอย่าง "ญี่ปุ่น" นี่แหละครับไม่ต้องพยายามเล่นหรือปรับสไตล์ให้คล้ายคลึงกับของไกลตัวนักเตะดัง ๆ ระดับโลก


อีกอย่างที่อดพูดถึงไม่ได้คือวินัยในการเล่น เชื่อเลยว่าคนที่เคยเตะบอลบางคนที่คิดว่ากูพรสวรรค์สูงเกิดมาเพื่อเล่นเกมส์รุกคิดแต่จะหาวิธีทำประตู


จะไม่ชอบลงมาช่วยสกัด ช่วยไล่บอล แต่สิ่งที่ผมเห็นตั้งแต่นัดแรกของเหล่า "ซามูไร" ในฟุตบอลโลกหนนี้คือไม่มีสองขาคู่ใหนเดินเล่นบอลแม้แต่คู่เดียว


ขนาด "ฮอนดะ" ที่ยืนค้ำในแดนหน้ามีหน้าที่ต้องเก็บบอล พักบอลยามเพื่อนสกัดสาดโด่งมาจากแดนหลังยังวิ่งพล่านบีบผู้เล่นฝั่งตรงข้ามราวกับ "หมาบ้า" โดยไม่ปริปากบ่นซักคำ


แต่การเล่นตามแท๊คติกของโอกาดะนั้นก็พ่วงมาด้วยโอกาสการได้ประตูที่น้อยลง ซึ่งสอดคล้องกับสมการยังไงก็ต้องไม่เสียประตูไว้ก่อน


ใช่ว่าโอกาสนั้นจะเป็นศูนย์ในเมื่อมีของดีอยู่ในทีมอย่าง ซ้ายของฮอนดะ หรือ ขวาของเอ็นโดะ จากลูกฟรีคิกซึ่งเป็นการเข้าทำแบบ "เซ็ตเพลย์"


ส่วน "โอเพ่นเพลย์" นั้นถ้าไม่พอเหมาะพอเจาะมันก็ยากยิ่งกับการเปิดเกมส์รุกในแต่ละครั้งโดยใช้ผู้เล่นเพียงแค่ 2-3 คน


ว่ากันตรง ๆ เมื่อเกมส์ยืดเยื้อมาถึงช่วงฎีกาต้องตัดสินกันด้วยการยิงลูกโทษ แอบมั่นใจตัวแทนเอเชียอยู่ลึก ๆ เมื่อมองย้อนไปถึง 120 นาทีก่อนหน้านั้นที่นักเตะปารากวัยดูจะเกร็ง ๆ กว่าฝั่งญี่ปุ่นมันอาจจะลามส่งผลมาถึงจังหวะการสังหารจนอาจทำให้เกิดความผิดพลาด


แต่ต้องกลับสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้งเมื่อพลสังหารนายที่ 3 นามว่า "ยูอิชิ โคมาโนะ" ตะบันลูกฟุตบอลเต็มตีนเตี่ยชนคานลั่นปรกอกับหลังจากนั้นไม่กี่นาที "ออสการ์ คาร์โดโซ่" โชว์ความนิ่งใสลูกบอลไปนอนกองก้นตาข่ายอย่างง่ายดายเท่ากับว่าประวัติศาสตร์หน้าใหม่ถูกบันทึกให้กับปารากวัยหาใช่ญี่ปุ่นที่ฝ่าดงไปถึงรอบควอเตอร์ไฟนอลเป็นหนแรก


ไอ้ซึมมันก็ซึมหล่ะครับตามประสาคนตามเชียร์


แต่น้ำตาของ "โคมาโนะ" หลังจบเกมส์คือน้ำตาแห่งความภูมิใจของชาวเอเชีย


"Nippon" พวกคุณทำดีที่สุดแล้ว

วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีคุณค่าในตัวเอง





เวลาคุณมีของอยู่ในมือ 2 ชิ้นที่ซื้อมาด้วยมูลค่ามหาศาล และพยายามที่จะนำออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่มันกลับได้ผลตอบแทนหรือความคุ้มค่าที่แตกต่างกัน


แว๊บแรกที่เข้ามาในหัวคืออะไร? อันที่ใช้แล้วรู้สึกไม่คุ้มค่า.. ของก๊อปหรือเปล่าฟร่ะ? โดนหลอกให้ซื้อมาหรือเปล่า? หรือใช้ไม่เป็นเองกันแน่?


ที่พูดมาทั้งหมดผมกำลังหมายถึง กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังจะกลายสภาพเป็นส่วนเกินของทีม ไม่ว่าจะมาจากการให้โอกาสแล้วโอกาสเล่า แต่ก็ไม่สามารถเค้นฟอร์มดี ๆ ออกมาได้ จน "Oppurtunity แปรสภาพเป็น Obstacle"(โอกาส > อุปสรรค)


หรือแม้กระทั่งเคส "ได้ใหม่ลืมเก่า" ที่ไม่ว่าต่อให้คุณมีระดับฝีเท้าฉกาจน์แค่ใหน หากเจ้านายคุณไม่พิศมัยแล้ว ก็คงไม่ต่างอะไรกับกองขยะที่รอวันเดินนำไปเททิ้งสู่รถขยะอีกที


ชีวิตคนเรามันก็แค่นี้! "ราฟาเอล ฟานเดอร์ ฟาร์ต" จอมทัพเลือดดัตช์ ที่กราฟชีวิตกำลังเดินสวนทางกับความสามารถในเชิงลูกหนัง นับตั้งแต่ "เปเญกรินี่" ก้าวเข้ามารับตำแหน่งนายใหญ่ในถิ่น ซานติอาโก้ เบอร์นาบิว พร้อมทั้งท่านประธานทำการรับขวัญด้วยการ หอบหิ้วเอา ซุปเปอร์สตาร์ระดับโลก และว่าที่ซุปเปอร์ระดับโลกอย่าง Kaka, Ronaldo, Alonso, Benzema เข้ามาประเคนให้เลือกใช้ได้อย่างเต็มที่ "ฟาร์ต" ก็แทบไม่มีโอกาสได้สัมผัสผืนหญ้าอีกเลย


อย่างดีก็แค่ในสนามซ้อมหากอยากให้สตั๊ดกระทบหญ้า กลายเป็นม้านอกสายตา ที่สโมสรจ่ายค่าเหนื่อยเพียงเพื่อให้มานั่งดูเพื่อนเล่นอยู่ที่ข้างสนาม โอกาสจะมาหล่นใส่ก็ต่อเมื่อถึงแมตช์ที่จะมีการ "โรเตชั่น" อย่างแมตช์ประทะ "อัลกอร์คอน"


ทั้งที่ใคร ๆ ต่างก็รู้ดีว่าจุดแข็งของหนุ่มรายนี้ ยังมีประโยชน์กับทีมอยู่มากมาย ยิงไกลได้ไม่แพ้จอมทัพคนใด.. สามารถปั้นและครีเอตเกมส์ได้ทรงประสิทธิภาพอีกคนนึง.. เล่นได้ทั้งตรงกลางและริมเส้นฝั่งซ้าย.. ถ้าจะให้กล่าวสรรพคุณจริง ๆ ยังไม่หมดแค่นี้หรอก


เพียงแต่กล่าวไปก็เท่านั้น ในเมื่อเรามันก็แค่ของเก่าที่กำลังกลายสภาพเป็นส่วนเกิน เข้าไปทุกวัน ๆ หรือแม้แต่ประเด็น อนาคตของหลุยส์ นานี่ ที่กลายเป็น "Talk of the town" สุดฮ๊อตเวลานี้


นานี่ ที่แฟนบอลหลายคนใส่ฉายาให้ว่า "ปีกร้องยี้" ที่ใคร ๆ ก็ไม่รัก นับวัน วันเวลาในโรงละครแห่งความฝันดูจะเหลือน้อยลงทุกที ๆ 3 ปีเข้าให้แล้วกับโอกาสที่ผ่านมา 2 ปีแรกดูเหมือนอาทิตย์อัสดง เพราะโดนรังสีของโรนัลโด้บดบังจนตกไปอยู่ใต้ร่มเงาอย่างช่วยไม่ได้

แต่กับซีซั่นล่าสุด สถานการณ์ทุกอย่างเปลี่ยนไป พี่ชายในวงการลูกหนังเดินจากไปเหลือเพียงแค่ภาพการถล่มประตู ให้ได้นึกถึงก็เท่านั้น โอกาสมาแล้ว! ถึงคราวของฉันบ้างล่ะ..


แต่สิ่งที่แสดงออกมามันกลับขัดกับความมั่นอกมั่นใจที่เคยลั่นวาจาไว้เสียเหลือเกิน อยากมีรอยเท้าเป็นของตัวเอง.. ก็อย่าไปเดินตามรอยคนอื่น.. นานี่ก็คือนานี่.. นานี่ไม่ใช่โรนัลโด้.. ท่องเอาไว้


แล้วลองปรับสไตล์การเล่นดูเปลี่ยนจากเลี้ยงจี้เข้าหากองหลัง เป็นจิ้มหนีแล้ววิ่งแข่งเอาเพราะถ้าคู่แข่งวิ่งตาม หลักในการยืนจะไม่ดีเท่าการถอยแบบช้า ๆ ยามคู่ต่อสู้เลี้ยงจี้เข้าหาตัว ทำให้มีสิทธิ์เสียหลักง่าย ๆ ถ้านานี่จะใช้ทริคหรือลูกเล่นในการหลอก แต่ที่โรนัลโด้ทำคือการจี้เข้าหาคู่ต่อสู้แล้วยังไปต่อได้นั่นไม่ใช่ว่าลูกเล่นของโรนัลโด้จะเหนือกว่านานี่ เพียงแต่รูปร่างและความสมดุลทางร่างกายเหนือกว่านานี่เยอะ สามารถเบียดกระแทกกับกองหลังแล้วไม่ล้ม ซึ่งตรงนี้นานี่ไม่มี


แต่อย่างว่าแหละครับที่ผมพูดเป็นเพียงทฤษฎี แต่การปฏิบัติจริงในสนามมันไม่มีเวลาให้มานั่งนึกกันก่อนว่าควรทำอย่างไรในจังหวะใหน


ทั้งฟารต์และนานี่คงเป็นเคสตัวอย่าง แต่ยังมีนักเตะในจำนวนอีกมากมายที่ต้องกลายเป็นส่วนเกินของทีมทั้งที่พรสวรรค์หรือความสามารถล้นตัว


"ศิลปินอย่าดูหมิ่นศิลปะ กองขยะดูดี ๆ ยังมีศิลป์" พวกเขาเหล่านี้ก็เช่นกัน บางครั้งคุณก็ไม่เหมาะกับเวลานี้ หรือที่แห่งนี้ แต่คุณอาจจะทำได้ดีในเวลาต่อไป หรือที่แห่งใหม่


ซึ่งผมเชื่อเหลือเกินว่า.. "ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีค่าในตัวมันเองเสมอ"

ไทยเชียร์ไทย ... ไทยเข้มแข็ง





หากไม่นับจังหวะปัญหาตรงมุมธง อันต่อเนื่องไปถึงลูกยิงสำคัญของของ"อำนาจ แก้วเขียว"ปราการหลังกัปตันทีมในช่วงท้ายเกมส์ซึ่งส่งให้"พลพรรค BG"บางกอกกล๊าสเปิดบ้านสยบความร้อนแรงของ"กิเลนผยอง"เมืองทอง ยูไนเต็ดหลังชนะในลีกมา 4 นัดรวดทำแต้มนำเป็นจ่าฝูงร่วมกับ"ชลบุรี เอฟซี"เรียกว่ากระชากอารมณ์คนดูอย่างยิ่ง เสมือนกับหนังชีวิตชนิดดราม่าสุด ๆ



อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของเกมส์"Big Match"นัดนึงของศึกฟุตบอลสปอนเซอร์ ไทยพรีเมียร์ลีกคงหนีไม่พ้นทัพแฟนบอลทั้งสองสโมสรที่กรูกันอัดเข้าไปอยู่ในสนาม"ลีโอ สเตเดี้ยม"จนเต็มพรืดไปหมด ไม่ว่าจะมองมุมใหนก็ละลานตาไปด้วยสาวก"กระต่ายแก้ว"และสาวก"อุลตร้า เมืองทอง"ดังปรากฏผ่านสู่สายตาชาวไทยทั่วประเทศผ่านช่อง 7 สี ที่วีเพื่อคุณ


ต้องบอกว่าเป็นภาพที่สวยงามอย่างยิ่ง เพราะเหล่าบรรดาแฟนบอลจะทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนวงการฟุตบอลลีกบ้านเราให้ก้าวไปอยู่แถวหน้าของทวีปเอเชียได้อย่างยั่งยืน


ที่ผมกล่าวเช่นนี้ไม่ใช่ว่าไม่ให้ความสำคัญหรือ"ดิสเครดิต"ส่วนอื่น ๆ อีกหลายส่วนที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือทำให้กระแสฟุตบอลบ้านเราบูมได้ขนาดนี้ไม่ว่าจะเป็นทีมงานและเจ้าของแต่ละสโมสร เหล่าสปอนเซอร์กระเป๋าหนัก มาตรฐานของ"AFC" ตลอดจนบรรดาสื่อต่าง ๆที่ช่วยกันจุดกระแสฟุตบอลไทยจนลุกโชนเป็นที่ฮือฮาและถูกจับตามองเป็นวงกว้าง

ภาพลาง ๆ จากอดีตจนถึงปัจจุบันสะท้อนเห็นได้ชัด เมื่อก่อนทำไมฟุตบอลระดับสโมสรบ้านเราถึงดูไม่มันส์ ก็ในเมื่อแฟนบอลหรือผู้เล่นคนที่ 12 ของแต่ละทีมที่เข้าไปชมหรือติดตามเชียร์นั้นมีอยู่กระปิดกระปอยเหลือเกินทำให้นักฟุตบอลขาดแรงจูงใจในการสร้างผลงานที่ดี เพราะธรรมชาติมนุษย์ไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ใด หากได้รับกำลังใจหรือรับรู้ว่ามีกลุ่มคนอีกจำนวนไม่น้อยที่คอยหนุนหลังพวกเขาอยู่ก็จะสู้กันแบบถวายหัวทีเดียว


กระทั่ง ณ บัดนาว บอลไทยไร้ซึ่งความน่าเบื่ออีกแล้วในแง่ของ"Tactic"หรือเชิงฟุตบอลอาจพูดได้ไม่เต็มปากนัก ตรงจุดนี้ผมถือว่าปรับกันได้ไม่ยาก


มันจะต่อยอดจากการขับเคี่ยวทำผลงานของแต่ละทีมที่นับวันดูจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ เรียกว่าไม่มีใครยอมใคร หรือโดนลบเหลี่ยมกันง่าย ๆ อีกแล้ว แต่ในแง่ของความมุ่งมั่น ความหิวกระหายในชัยชนะถือว่าสอบผ่านและได้ใจแฟนบอลเต็ม ๆ ไม่เหยาะแหยะเหมือนช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตรงนี้เองที่ผมคิดว่าจะเป็นเสน่ห์ดูดแฟนบอลเข้าสนามได้อีกจำนวนมาก


อีกหนึ่งเหตุผลที่ผมให้ความสำคัญกับแฟนบอลเป็นอย่างมากนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเม็ดเงินที่เข้ามาอุ้มชูและเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้หลาย ๆ สโมสรนั้นมาจากสปอนเซอร์ที่ทยอยกันเข้ามาทำสัญญากันอย่างอุ่นหนาฝาคลั่ง

แต่ถ้าเจาะลึงลงไปเหตุที่บรรดากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เหล่านี้กล้าหยิบยื่นเงินจำนวนหลักล้าน ก็เพื่อหวังจะเข้าไปตีตลาด อาศัยกลุ่มแฟนบอลในการขยายฐานลูกค้าให้กับตัวเอง


ยิ่งสโมสรใหนมีแฟนบอลจำนวนมากหรือสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะยิ่งกระตุ้นต่อมให้บรรดาสปอนเซอร์โถมเข้าหาอยากลงทุนร่วมมากเท่านั้น หรือที่ลงทุนอยู่แล้วก็อาจมีมูลค่าเพิ่มในการทำสัญญา ผลประโยชน์ลอยเข้าหาทั้งสองฝั่ง


สโมสรได้เงิน สปอนเซอร์ได้กลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ แฮปปี้ทั้งคู่ และจริงอย่างที่เขาว่า"ฟุตบอล"กับ"ธุรกิจ"กลายเป็นของคู่กันไปแล้ว แต่สิ่งที่เป็นตัวปฏิสัมพันธ์ในการเชื่อมโยงให้เข้าคู่กันได้อย่างลงล๊อคขนาดนี้คือ"แฟนบอล"เมื่อคนไทยหันมาเชียร์บอลไทย ลีกไทยจึงเข้มแข็งและมีทุกวันนี้ได้


ตัวผมอาจจะเป็นหนึ่งเสียงเล็ก ๆ แต่อยากตะโกนให้สุดเสียงว่า"ขอบคุณแฟนบอลมากครับไล่ตั้งแต่ทีมใน ด.2(ลีกภูมิภาค),ด.1 และสปอนเซอร์ไทยพรีเมียร์ลีก ที่แบ่งเวลามากู่ก้องส่งเสียงเชียร์กันในสนาม"


และสุดท้ายก็อยากเชิญชวนอีกหลาย ๆ คนที่ยังไม่เคยเข้ามาเชียร์ในสนาม หากมีเวลาว่างหาทีมเชียร์และหาโอกาสตบเท้าเข้าสู่สนามฟุตบอลอาทิตย์ละครั้งก็ยังดี


"ประตูฟุตบอลไทยไม่เคยปิดตาย และยังคงเปิดต้อนรับพวกคุณอยู่เสมอ" รีบ ๆ เข้าน่ะเออไม่งั้นตกเทรนด์น่ะจะบอก





ขอบคุณรูปสวย ๆ จาก พี่เบน ฟรีคิก