วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ทางของฉัน ..Manchester.. ฝันของเธอ






กลิ่นอายบอลโลกจางลงไป แต่กลิ่นอายบอลลีกกำลังเคล้าคลุ้งลอยแตะจมูกเข้ามา และแม้ฤดูทำการยังไม่เปิดฉากฟาดแข้งกระนั้นคงอดพูดถึง "Hot Topic" จากเวทีพรีเมียร์ชิพไม่ได้อยู่ดี

ซูมแผนที่ไปในเมืองแมนเชสเตอร์คงมีประเด็นให้ถกให้เมาท์กันมากมาย จนพอจับใจความได้คร่าว ๆ กับแนวทางการสร้างและทำทีมของสองเสือที่นับแต่นี้ไม่อาจอยู่ถ้ำเดียวกันได้


"เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่หิวกระหายโทรฟี่จับจิตหลังไร้การสัมผัสถ้วยแชมป์มาเนิ่นนาน เลือกตามฝันตามหาเป้าหมายในแบบฉบับ "ฟาสต์ฟู๊ด"


ซีซั่นที่ผ่านมาถือว่าหยั่งเชิงกับก้าวแรก ก็นับว่าดูดีมีอนาคตกับการพลาดตั๋วแชมเปี้ยนส์ลีกใบสุดท้ายไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด


นั่นเหมือนกับการประกาศตนกลาย ๆ ว่าข้ากำลังกลับมา


ยิ่งเวลาผ่านไปเม็ดเงินของท่านชีคยิ่งตอกย้ำความน่ากลัวของแมนซิตี้ได้เป็นอย่างดีหลังเริ่มปฏิบัติการโกย "ซูเปอร์สตาร์" เข้าฮาเร็ม


เอาแค่สองหน่อพระกาฬจากลา ลีก้า "ยาย่า ตูเร่" กับ "ดาบิด ซิลบา" ที่ว่ากันด้วยฝีเท้าล้วน ๆ แล้วไม่มีใครมองข้ามได้แน่นอน เกิดจูนติดปรับตัวได้เมื่อใหร่


"เรือใบ" คงสถาปนาตนเป็น "เรือยอร์ช" แล่นฉิวไม่เกรงอกเกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหมทั้งสิ้น
บวกกับของดีที่ชื่อยังไม่เตะตานักทั้ง "เฌอโรม บัวเต็ง" และ "อเล็กซานเดอร์ โคราลอฟ" ต่างตบเท่าเข้าร่วมหวังสร้างความสุขให้เหล่า "Citizens"


ในขณะที่ผมขีดเขียนมาจนถึงบรรทัดนี้ใช่ว่าการเสริมกองกำลังของเรือใบสีฟ้าจะหยุดลงแต่อย่างใด


หากไม่มีอะไรพลิกโผ "มาริโอ บาโลเตลลี่" ที่ผมประเมิณพลังและความสามารถซ่อนเร้นที่มีอยู่ในตัวไว้ระดับเดียวกับสุดยอดนักเตะของโลกหลาย ๆ คนคงโยกมาสวามิภักดิ์เจ้านายเก่าเป็นแน่แท้


ยิ่งหว่านพันธบัตรเป็นว่าเล่นก็ยิ่งเป็นที่อิจฉาหมันใส้ของคู่แข่ง แต่มันก็ไม่ผิดในเมื่อไม่มีกฏข้อใหนห้ามเอาไว้ และนี่ก็ไม่ใช่เคสแรกแต่อย่างใด


เชลซีในยุคที่เสี่ยหมีถือครองกิจการใหม่ ๆ ก็กว้านซื้อและใช้เวลาปรุงแต่งส่วนผสมไม่นานจนทีมประสบความสำเร็จเถลิงแชมป์สมใจแฟนบอล


ขณะที่ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเลือกที่จะเดินในทางของตัวเองยึดถือสืบต่อกันมาเน้นไปที่ระบบเป็นสำคัญพร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ดาวรุ่งได้แจ้งเกิด


ส่วนตลาดซื้อขายครานี้ของแมนยูไนเต็ดก็เป็นไปดังเจตนารมณ์ของบรมกุนซือเลือดวิสกี้ แม้ไม่ได้เงียบเป็นเป่าสาก กลับกันคึกคักยิ่งกว่าตลาดสดแต่อย่าลืมว่าเกือบทั้งหมดเป็นแค่ข่าว


ผมเองไม่อาจเดาใจ "ป๋าเฟอร์กี้" ได้แต่เท่าที่ติดตามแกมักมองอะไรมากกว่าหนึ่งช็อตเสมอ


มิสเตอร์ยูไนเต็ดรักสโมสรคู่บุญเหมือนกับบ้านตัวเอง เชื่อว่าตอนนี้คงรู้ดีถึงสถานภาพทางการเงินที่ลึก ๆ เงินในมือสำหรับช๊อปนักเตะอยู่ในกำมือแล้ว


เพียงแต่อย่าลืมว่าปีศาจแดงตอนนี้ ถึงจะมีเงินแต่ก็มีหนี้เช่นกัน


ถึงจะซื้อหรือไม่ซื้อแต่ป๋าคงตัดสินใจเดิมพันด้วยการสวมบทเป็นป๋าดันอีกรอบเพื่อรักษาสมดุลบัญชีของทีมและประกอบรายการ "โฮมโกรนว์" ที่กำลังเข้ามาเยือน


มีป๋านั่งคุมข้างสนามอยู่ยังไงปีศาจตนนี้ก็ยังมีลุ้นเสมอไม่หลุดวงโคจรไปก่อนพวก เพราะยูไนเต็ดโตมาด้วยระบบและแบบแผนที่เฟอร์กี้สร้างขึ้นมา


หันมามองดูของเล่นใหม่บ้างเก่าบ้างที่คาดว่าคงเข้ามามีบทบาทเยอะพอควรในปีหน้าฟ้าใหม่นี้


แฝดบราซิเลี่ยน.. "ราฟาเอล" ผู้น้องผ่านมาเยอะเจ็บมาเยอะกับขวบปีที่ผ่านพ้นไปแต่ความผิดพลาดและประสบการณ์ในการรับมือกับสองสุดยอดนักเตะอย่าง "ฟร้องค์ ริเบรี่" และ "โรนัลดินโญ่" คงทำให้เติบใหญ่ได้ไม่ยาก


"ฟาบิโอ" ผู้พี่ดวงแตกหลายครั้งเจ็บง่ายไปหน่อย แถมยังเจอ "พาทริซ เอฟร่า" กระดูกชิ้นเบ้อเริ่มขวางทางเกิดอยู่อีก หากฟ้าไม่แกล้งคงได้เรียนรู้งานเฉกเช่นน้องชาย


"กาเบรียล โอเบอร์ตอง" ที่เข้ามาสร้างความฮือฮาพักเล็ก ๆ แล้วหายเข้าไปในกลีบเมฆ กลับมาคราวนี้หนาขึ้นกว่าเดิมดูไม่ก๊องแก๊ง สปีด เทดนิค สกิลฟุตบอลหายห่วง เหลือก็แต่ลูกเปิดและการจบสกอร์ รวมถึงการตัดสินใจในจังหวะสุดท้าย


คู่หน้าดาวรุ่งคงเป็นโอกาส "ฮาเวียร์ เฮอร์นันเดซ" และ "เฟเดริโก้ มาเคด้า" ทั้งสองเคสน่ารักน่าลุ้นทั้งคู่ "ชิชาริโต้" ผ่านเวทีระดับโลกด้วยการกดไปสองตุง ส่วน "กิโก้" รูปร่างและเซนส์บอลเอื้อกับลีกผู้ดีพอตัว


แมนยูกับแมนซิตี้ในวันนี้เลือกเดินคนละทาง บริหารทีมกันคนละแบบฉบับ


ฟากหนึ่งเปรียบกับ "สาวไฮโซ" ก็มิปานเลือกใช้ของดีมียี่ห้อ หรูหรา มีฐานะ อีกฟากทำตัวเหมือน "นางสาวไทย" ดูดีมีสกุล แต่ก็รักเด็กเป็นชีวิตจิตใจ


อีกเกือบหนึ่งปีเต็ม ๆ เรามานั่งดูคำตอบกัน


แมนเชสเตอร์ ซิตี้กับฤดูการเก็บเกี่ยวความสำเร็จ vs แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกับฤดูกาลเก็บเกี่ยวประสบการณ์
จะดำเนินไปในทิศทางใด และจบลงอย่างไร คงได้ลุ้นกันยาว ๆ ล่ะทีนี้


ก็ในเมื่อ "ทางของฉัน กับ ฝันของเธอ" มันเดินคนละเส้นทางกัน



วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Nippon : อีกหนึ่งคุณภาพจากเอเชีย











ฟุตบอลโลกคราวนี้ตัวแทนจากเอเชียสูญพันธ์ไปหมดแล้วครับ "ซามูไรสีน้ำเงิน" ญี่ปุ่นคือทีมสุดท้ายที่โบกมือลาแอฟริกาใต้


นับแต่เปิดสนามนัดแรกของแข้งซามูไรสารภาพสิ้นเปลือกว่าเปิดดูไปงั้นแต่แล้วหลังจบเกมส์เบียดเฮคว้าชัยเหนือแคเมอรูน 1-0 ทำเอาต้องเหลือบดูตารางที่เหลืออีก 2 นัดของนักเตะยุ่นว่าโม่แข้งอีกวันใหน


"ประทับใจจอร์จจริง ๆ" เล่นเนียนมากทั้งบู๊และบุ๋น


โอกาดะปรับแท็คติกจนอาจขัดใจท่านผู้ชมโดยเน้นไปที่ขันน๊อตในเกมส์รับให้แน่น แล้วโจมตีอย่างฉาบฉวยเมื่อโอกาสเปิดแต่เพื่อต้องการนำความภาคภูมิใจของชาวเอเชียมาแสดงต่อสายชาวโลกให้ประจักษ์ในทัวร์นาเม้นท์นี้


หลังอดีตต้องเป็นแค่ไม้ประดับในรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกมาตลอด แข่งกี่ครั้งก็เหมือนลูกไล่บ้าง ทีมแจกแต้มบ้าง


มาดใหม่ที่ไม่คุ้นตา แต่หารู้ไม่นี่คือ "คุณภาพ" ล้วน ๆ


สอบผ่านหรือไม่ก็มองดูผลงานในรอบแบ่งกลุ่ม 6 คะแนนจาก 3 นัดพร้อมตั๋วรอบน็อคเอาท์อีกหนึ่งใบ


โดยเฉพาะนัดสุดท้ายของรอบแรกที่ง้างดาบซามูไรฟันนักเตะโคนมซะศพไม่สวยเลย และเมื่อมองไปถึงสองฟรีคิกปลิดวิญญานด้วยแล้วมันยิ่งตอกย้ำถึงความหลากหลายของลูกทีมโอกาดะเอามาก ๆ


"เมด อิน เจแปน" ก็ทำได้ไม่ต้องรอให้โรนัลโด้ เมสซี่ ดร๊อกบา แสดงแสนยานุภาพ


ขอม้วนความยินดีกับผลงานรอบแบ่งกลุ่มไว้แค่นี้ก่อนแล้วกัน มาว่ากันต่อกับนัดประวัติศาสตร์อีกนัดหนึ่งของฟุตบอลโลก


รอบ 16 ทีมสุดท้ายคู่ที่ 7 ของรายการ "ปารากวัย-ญี่ปุ่น" เพราะเดิมพันด้วยการไม่ว่าทีมใดเป็นผู้ชนะจะกลายเป็นการทะลุเข้ารอบแปดทีมสุดท้ายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศ แต่ก็นั่นแหละครับขึ้นชื่อว่ารอบ"น๊อคเอาท์"มันต้องมีผู้ชนะ แม้จะเล่นได้สูสีคู่คี่ปานใดก็ไม่อาจควงแขนเกี่ยวก้อยเข้ารอบไปพร้อม ๆ กัน


ญี่ปุ่นลงสนามด้วย 11 ขุนพลชุดเดิมชุดที่ปราบเดนมาร์คแบบไม่มีพลิกโผ มี "ไคซูเกะ ฮอนดะ" เป็นตัวชูโรงเหมือนเคย


ฟากปารากวัยปรับทัพถึง 5 ตำแหน่งแต่แดนหน้ามาร์ติโน่ยังส่ง"ลูคัส บาริออส"และ"โรเก้ ซานตาครูซ"ไว้ขู่แนวรับยุ่น


120 นาทีที่ไม่มีฝ่ายใหนเพลี่ยงพล้ำให้แก่กันจะบอกว่าอึดอัดกับเกมส์ก็มีบ้างเพราะต่างฝ่ายต่างระมัดระวังด้วยกันทั้งคู่ โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ตั้งรับเป็นหลัก


ตรงนี้ต้องซูฮกนักเตะและทีมงานที่เป็นตัวแทนของชาว "Nippon" ที่แม้จะแพ้แต่ก็แพ้ในวินาทีสุดท้ายของสงครามจริง ๆ


ทูลิโอ ทานากะกับยูจิ นากาซาว่า สองหน่อนี้มีส่วนอย่างยิ่งกับการที่ตลอดทัวร์นาเม้นท์เสียไปแค่ 2 ประตูจาการลงเล่น 4 นัด


ในส่วนของผู้เล่นนับถือความเป็นมืออาชีพอย่างยิ่ง ก้มหน้าก้มตาเล่นบอลอย่างเดียวจริง ๆ ไม่ติดแอ๊ก ไม่โวยวายคำตัดสิน ไม่ฉายเดี่ยว บลา ๆ


พี่ไทยควรดูของใกล้ตัวอย่าง "ญี่ปุ่น" นี่แหละครับไม่ต้องพยายามเล่นหรือปรับสไตล์ให้คล้ายคลึงกับของไกลตัวนักเตะดัง ๆ ระดับโลก


อีกอย่างที่อดพูดถึงไม่ได้คือวินัยในการเล่น เชื่อเลยว่าคนที่เคยเตะบอลบางคนที่คิดว่ากูพรสวรรค์สูงเกิดมาเพื่อเล่นเกมส์รุกคิดแต่จะหาวิธีทำประตู


จะไม่ชอบลงมาช่วยสกัด ช่วยไล่บอล แต่สิ่งที่ผมเห็นตั้งแต่นัดแรกของเหล่า "ซามูไร" ในฟุตบอลโลกหนนี้คือไม่มีสองขาคู่ใหนเดินเล่นบอลแม้แต่คู่เดียว


ขนาด "ฮอนดะ" ที่ยืนค้ำในแดนหน้ามีหน้าที่ต้องเก็บบอล พักบอลยามเพื่อนสกัดสาดโด่งมาจากแดนหลังยังวิ่งพล่านบีบผู้เล่นฝั่งตรงข้ามราวกับ "หมาบ้า" โดยไม่ปริปากบ่นซักคำ


แต่การเล่นตามแท๊คติกของโอกาดะนั้นก็พ่วงมาด้วยโอกาสการได้ประตูที่น้อยลง ซึ่งสอดคล้องกับสมการยังไงก็ต้องไม่เสียประตูไว้ก่อน


ใช่ว่าโอกาสนั้นจะเป็นศูนย์ในเมื่อมีของดีอยู่ในทีมอย่าง ซ้ายของฮอนดะ หรือ ขวาของเอ็นโดะ จากลูกฟรีคิกซึ่งเป็นการเข้าทำแบบ "เซ็ตเพลย์"


ส่วน "โอเพ่นเพลย์" นั้นถ้าไม่พอเหมาะพอเจาะมันก็ยากยิ่งกับการเปิดเกมส์รุกในแต่ละครั้งโดยใช้ผู้เล่นเพียงแค่ 2-3 คน


ว่ากันตรง ๆ เมื่อเกมส์ยืดเยื้อมาถึงช่วงฎีกาต้องตัดสินกันด้วยการยิงลูกโทษ แอบมั่นใจตัวแทนเอเชียอยู่ลึก ๆ เมื่อมองย้อนไปถึง 120 นาทีก่อนหน้านั้นที่นักเตะปารากวัยดูจะเกร็ง ๆ กว่าฝั่งญี่ปุ่นมันอาจจะลามส่งผลมาถึงจังหวะการสังหารจนอาจทำให้เกิดความผิดพลาด


แต่ต้องกลับสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้งเมื่อพลสังหารนายที่ 3 นามว่า "ยูอิชิ โคมาโนะ" ตะบันลูกฟุตบอลเต็มตีนเตี่ยชนคานลั่นปรกอกับหลังจากนั้นไม่กี่นาที "ออสการ์ คาร์โดโซ่" โชว์ความนิ่งใสลูกบอลไปนอนกองก้นตาข่ายอย่างง่ายดายเท่ากับว่าประวัติศาสตร์หน้าใหม่ถูกบันทึกให้กับปารากวัยหาใช่ญี่ปุ่นที่ฝ่าดงไปถึงรอบควอเตอร์ไฟนอลเป็นหนแรก


ไอ้ซึมมันก็ซึมหล่ะครับตามประสาคนตามเชียร์


แต่น้ำตาของ "โคมาโนะ" หลังจบเกมส์คือน้ำตาแห่งความภูมิใจของชาวเอเชีย


"Nippon" พวกคุณทำดีที่สุดแล้ว