
ฟุตบอลโลกคราวนี้ตัวแทนจากเอเชียสูญพันธ์ไปหมดแล้วครับ "ซามูไรสีน้ำเงิน" ญี่ปุ่นคือทีมสุดท้ายที่โบกมือลาแอฟริกาใต้
นับแต่เปิดสนามนัดแรกของแข้งซามูไรสารภาพสิ้นเปลือกว่าเปิดดูไปงั้นแต่แล้วหลังจบเกมส์เบียดเฮคว้าชัยเหนือแคเมอรูน 1-0 ทำเอาต้องเหลือบดูตารางที่เหลืออีก 2 นัดของนักเตะยุ่นว่าโม่แข้งอีกวันใหน
"ประทับใจจอร์จจริง ๆ" เล่นเนียนมากทั้งบู๊และบุ๋น
โอกาดะปรับแท็คติกจนอาจขัดใจท่านผู้ชมโดยเน้นไปที่ขันน๊อตในเกมส์รับให้แน่น แล้วโจมตีอย่างฉาบฉวยเมื่อโอกาสเปิดแต่เพื่อต้องการนำความภาคภูมิใจของชาวเอเชียมาแสดงต่อสายชาวโลกให้ประจักษ์ในทัวร์นาเม้นท์นี้
หลังอดีตต้องเป็นแค่ไม้ประดับในรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกมาตลอด แข่งกี่ครั้งก็เหมือนลูกไล่บ้าง ทีมแจกแต้มบ้าง
มาดใหม่ที่ไม่คุ้นตา แต่หารู้ไม่นี่คือ "คุณภาพ" ล้วน ๆ
สอบผ่านหรือไม่ก็มองดูผลงานในรอบแบ่งกลุ่ม 6 คะแนนจาก 3 นัดพร้อมตั๋วรอบน็อคเอาท์อีกหนึ่งใบ
โดยเฉพาะนัดสุดท้ายของรอบแรกที่ง้างดาบซามูไรฟันนักเตะโคนมซะศพไม่สวยเลย และเมื่อมองไปถึงสองฟรีคิกปลิดวิญญานด้วยแล้วมันยิ่งตอกย้ำถึงความหลากหลายของลูกทีมโอกาดะเอามาก ๆ
"เมด อิน เจแปน" ก็ทำได้ไม่ต้องรอให้โรนัลโด้ เมสซี่ ดร๊อกบา แสดงแสนยานุภาพ
ขอม้วนความยินดีกับผลงานรอบแบ่งกลุ่มไว้แค่นี้ก่อนแล้วกัน มาว่ากันต่อกับนัดประวัติศาสตร์อีกนัดหนึ่งของฟุตบอลโลก
รอบ 16 ทีมสุดท้ายคู่ที่ 7 ของรายการ "ปารากวัย-ญี่ปุ่น" เพราะเดิมพันด้วยการไม่ว่าทีมใดเป็นผู้ชนะจะกลายเป็นการทะลุเข้ารอบแปดทีมสุดท้ายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศ แต่ก็นั่นแหละครับขึ้นชื่อว่ารอบ"น๊อคเอาท์"มันต้องมีผู้ชนะ แม้จะเล่นได้สูสีคู่คี่ปานใดก็ไม่อาจควงแขนเกี่ยวก้อยเข้ารอบไปพร้อม ๆ กัน
ญี่ปุ่นลงสนามด้วย 11 ขุนพลชุดเดิมชุดที่ปราบเดนมาร์คแบบไม่มีพลิกโผ มี "ไคซูเกะ ฮอนดะ" เป็นตัวชูโรงเหมือนเคย
ฟากปารากวัยปรับทัพถึง 5 ตำแหน่งแต่แดนหน้ามาร์ติโน่ยังส่ง"ลูคัส บาริออส"และ"โรเก้ ซานตาครูซ"ไว้ขู่แนวรับยุ่น
120 นาทีที่ไม่มีฝ่ายใหนเพลี่ยงพล้ำให้แก่กันจะบอกว่าอึดอัดกับเกมส์ก็มีบ้างเพราะต่างฝ่ายต่างระมัดระวังด้วยกันทั้งคู่ โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ตั้งรับเป็นหลัก
ตรงนี้ต้องซูฮกนักเตะและทีมงานที่เป็นตัวแทนของชาว "Nippon" ที่แม้จะแพ้แต่ก็แพ้ในวินาทีสุดท้ายของสงครามจริง ๆ
ทูลิโอ ทานากะกับยูจิ นากาซาว่า สองหน่อนี้มีส่วนอย่างยิ่งกับการที่ตลอดทัวร์นาเม้นท์เสียไปแค่ 2 ประตูจาการลงเล่น 4 นัด
ในส่วนของผู้เล่นนับถือความเป็นมืออาชีพอย่างยิ่ง ก้มหน้าก้มตาเล่นบอลอย่างเดียวจริง ๆ ไม่ติดแอ๊ก ไม่โวยวายคำตัดสิน ไม่ฉายเดี่ยว บลา ๆ
พี่ไทยควรดูของใกล้ตัวอย่าง "ญี่ปุ่น" นี่แหละครับไม่ต้องพยายามเล่นหรือปรับสไตล์ให้คล้ายคลึงกับของไกลตัวนักเตะดัง ๆ ระดับโลก
อีกอย่างที่อดพูดถึงไม่ได้คือวินัยในการเล่น เชื่อเลยว่าคนที่เคยเตะบอลบางคนที่คิดว่ากูพรสวรรค์สูงเกิดมาเพื่อเล่นเกมส์รุกคิดแต่จะหาวิธีทำประตู
จะไม่ชอบลงมาช่วยสกัด ช่วยไล่บอล แต่สิ่งที่ผมเห็นตั้งแต่นัดแรกของเหล่า "ซามูไร" ในฟุตบอลโลกหนนี้คือไม่มีสองขาคู่ใหนเดินเล่นบอลแม้แต่คู่เดียว
ขนาด "ฮอนดะ" ที่ยืนค้ำในแดนหน้ามีหน้าที่ต้องเก็บบอล พักบอลยามเพื่อนสกัดสาดโด่งมาจากแดนหลังยังวิ่งพล่านบีบผู้เล่นฝั่งตรงข้ามราวกับ "หมาบ้า" โดยไม่ปริปากบ่นซักคำ
แต่การเล่นตามแท๊คติกของโอกาดะนั้นก็พ่วงมาด้วยโอกาสการได้ประตูที่น้อยลง ซึ่งสอดคล้องกับสมการยังไงก็ต้องไม่เสียประตูไว้ก่อน
ใช่ว่าโอกาสนั้นจะเป็นศูนย์ในเมื่อมีของดีอยู่ในทีมอย่าง ซ้ายของฮอนดะ หรือ ขวาของเอ็นโดะ จากลูกฟรีคิกซึ่งเป็นการเข้าทำแบบ "เซ็ตเพลย์"
ส่วน "โอเพ่นเพลย์" นั้นถ้าไม่พอเหมาะพอเจาะมันก็ยากยิ่งกับการเปิดเกมส์รุกในแต่ละครั้งโดยใช้ผู้เล่นเพียงแค่ 2-3 คน
ว่ากันตรง ๆ เมื่อเกมส์ยืดเยื้อมาถึงช่วงฎีกาต้องตัดสินกันด้วยการยิงลูกโทษ แอบมั่นใจตัวแทนเอเชียอยู่ลึก ๆ เมื่อมองย้อนไปถึง 120 นาทีก่อนหน้านั้นที่นักเตะปารากวัยดูจะเกร็ง ๆ กว่าฝั่งญี่ปุ่นมันอาจจะลามส่งผลมาถึงจังหวะการสังหารจนอาจทำให้เกิดความผิดพลาด
แต่ต้องกลับสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้งเมื่อพลสังหารนายที่ 3 นามว่า "ยูอิชิ โคมาโนะ" ตะบันลูกฟุตบอลเต็มตีนเตี่ยชนคานลั่นปรกอกับหลังจากนั้นไม่กี่นาที "ออสการ์ คาร์โดโซ่" โชว์ความนิ่งใสลูกบอลไปนอนกองก้นตาข่ายอย่างง่ายดายเท่ากับว่าประวัติศาสตร์หน้าใหม่ถูกบันทึกให้กับปารากวัยหาใช่ญี่ปุ่นที่ฝ่าดงไปถึงรอบควอเตอร์ไฟนอลเป็นหนแรก
ไอ้ซึมมันก็ซึมหล่ะครับตามประสาคนตามเชียร์
แต่น้ำตาของ "โคมาโนะ" หลังจบเกมส์คือน้ำตาแห่งความภูมิใจของชาวเอเชีย
"Nippon" พวกคุณทำดีที่สุดแล้ว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น