วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีคุณค่าในตัวเอง





เวลาคุณมีของอยู่ในมือ 2 ชิ้นที่ซื้อมาด้วยมูลค่ามหาศาล และพยายามที่จะนำออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่มันกลับได้ผลตอบแทนหรือความคุ้มค่าที่แตกต่างกัน


แว๊บแรกที่เข้ามาในหัวคืออะไร? อันที่ใช้แล้วรู้สึกไม่คุ้มค่า.. ของก๊อปหรือเปล่าฟร่ะ? โดนหลอกให้ซื้อมาหรือเปล่า? หรือใช้ไม่เป็นเองกันแน่?


ที่พูดมาทั้งหมดผมกำลังหมายถึง กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังจะกลายสภาพเป็นส่วนเกินของทีม ไม่ว่าจะมาจากการให้โอกาสแล้วโอกาสเล่า แต่ก็ไม่สามารถเค้นฟอร์มดี ๆ ออกมาได้ จน "Oppurtunity แปรสภาพเป็น Obstacle"(โอกาส > อุปสรรค)


หรือแม้กระทั่งเคส "ได้ใหม่ลืมเก่า" ที่ไม่ว่าต่อให้คุณมีระดับฝีเท้าฉกาจน์แค่ใหน หากเจ้านายคุณไม่พิศมัยแล้ว ก็คงไม่ต่างอะไรกับกองขยะที่รอวันเดินนำไปเททิ้งสู่รถขยะอีกที


ชีวิตคนเรามันก็แค่นี้! "ราฟาเอล ฟานเดอร์ ฟาร์ต" จอมทัพเลือดดัตช์ ที่กราฟชีวิตกำลังเดินสวนทางกับความสามารถในเชิงลูกหนัง นับตั้งแต่ "เปเญกรินี่" ก้าวเข้ามารับตำแหน่งนายใหญ่ในถิ่น ซานติอาโก้ เบอร์นาบิว พร้อมทั้งท่านประธานทำการรับขวัญด้วยการ หอบหิ้วเอา ซุปเปอร์สตาร์ระดับโลก และว่าที่ซุปเปอร์ระดับโลกอย่าง Kaka, Ronaldo, Alonso, Benzema เข้ามาประเคนให้เลือกใช้ได้อย่างเต็มที่ "ฟาร์ต" ก็แทบไม่มีโอกาสได้สัมผัสผืนหญ้าอีกเลย


อย่างดีก็แค่ในสนามซ้อมหากอยากให้สตั๊ดกระทบหญ้า กลายเป็นม้านอกสายตา ที่สโมสรจ่ายค่าเหนื่อยเพียงเพื่อให้มานั่งดูเพื่อนเล่นอยู่ที่ข้างสนาม โอกาสจะมาหล่นใส่ก็ต่อเมื่อถึงแมตช์ที่จะมีการ "โรเตชั่น" อย่างแมตช์ประทะ "อัลกอร์คอน"


ทั้งที่ใคร ๆ ต่างก็รู้ดีว่าจุดแข็งของหนุ่มรายนี้ ยังมีประโยชน์กับทีมอยู่มากมาย ยิงไกลได้ไม่แพ้จอมทัพคนใด.. สามารถปั้นและครีเอตเกมส์ได้ทรงประสิทธิภาพอีกคนนึง.. เล่นได้ทั้งตรงกลางและริมเส้นฝั่งซ้าย.. ถ้าจะให้กล่าวสรรพคุณจริง ๆ ยังไม่หมดแค่นี้หรอก


เพียงแต่กล่าวไปก็เท่านั้น ในเมื่อเรามันก็แค่ของเก่าที่กำลังกลายสภาพเป็นส่วนเกิน เข้าไปทุกวัน ๆ หรือแม้แต่ประเด็น อนาคตของหลุยส์ นานี่ ที่กลายเป็น "Talk of the town" สุดฮ๊อตเวลานี้


นานี่ ที่แฟนบอลหลายคนใส่ฉายาให้ว่า "ปีกร้องยี้" ที่ใคร ๆ ก็ไม่รัก นับวัน วันเวลาในโรงละครแห่งความฝันดูจะเหลือน้อยลงทุกที ๆ 3 ปีเข้าให้แล้วกับโอกาสที่ผ่านมา 2 ปีแรกดูเหมือนอาทิตย์อัสดง เพราะโดนรังสีของโรนัลโด้บดบังจนตกไปอยู่ใต้ร่มเงาอย่างช่วยไม่ได้

แต่กับซีซั่นล่าสุด สถานการณ์ทุกอย่างเปลี่ยนไป พี่ชายในวงการลูกหนังเดินจากไปเหลือเพียงแค่ภาพการถล่มประตู ให้ได้นึกถึงก็เท่านั้น โอกาสมาแล้ว! ถึงคราวของฉันบ้างล่ะ..


แต่สิ่งที่แสดงออกมามันกลับขัดกับความมั่นอกมั่นใจที่เคยลั่นวาจาไว้เสียเหลือเกิน อยากมีรอยเท้าเป็นของตัวเอง.. ก็อย่าไปเดินตามรอยคนอื่น.. นานี่ก็คือนานี่.. นานี่ไม่ใช่โรนัลโด้.. ท่องเอาไว้


แล้วลองปรับสไตล์การเล่นดูเปลี่ยนจากเลี้ยงจี้เข้าหากองหลัง เป็นจิ้มหนีแล้ววิ่งแข่งเอาเพราะถ้าคู่แข่งวิ่งตาม หลักในการยืนจะไม่ดีเท่าการถอยแบบช้า ๆ ยามคู่ต่อสู้เลี้ยงจี้เข้าหาตัว ทำให้มีสิทธิ์เสียหลักง่าย ๆ ถ้านานี่จะใช้ทริคหรือลูกเล่นในการหลอก แต่ที่โรนัลโด้ทำคือการจี้เข้าหาคู่ต่อสู้แล้วยังไปต่อได้นั่นไม่ใช่ว่าลูกเล่นของโรนัลโด้จะเหนือกว่านานี่ เพียงแต่รูปร่างและความสมดุลทางร่างกายเหนือกว่านานี่เยอะ สามารถเบียดกระแทกกับกองหลังแล้วไม่ล้ม ซึ่งตรงนี้นานี่ไม่มี


แต่อย่างว่าแหละครับที่ผมพูดเป็นเพียงทฤษฎี แต่การปฏิบัติจริงในสนามมันไม่มีเวลาให้มานั่งนึกกันก่อนว่าควรทำอย่างไรในจังหวะใหน


ทั้งฟารต์และนานี่คงเป็นเคสตัวอย่าง แต่ยังมีนักเตะในจำนวนอีกมากมายที่ต้องกลายเป็นส่วนเกินของทีมทั้งที่พรสวรรค์หรือความสามารถล้นตัว


"ศิลปินอย่าดูหมิ่นศิลปะ กองขยะดูดี ๆ ยังมีศิลป์" พวกเขาเหล่านี้ก็เช่นกัน บางครั้งคุณก็ไม่เหมาะกับเวลานี้ หรือที่แห่งนี้ แต่คุณอาจจะทำได้ดีในเวลาต่อไป หรือที่แห่งใหม่


ซึ่งผมเชื่อเหลือเกินว่า.. "ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีค่าในตัวมันเองเสมอ"

ไทยเชียร์ไทย ... ไทยเข้มแข็ง





หากไม่นับจังหวะปัญหาตรงมุมธง อันต่อเนื่องไปถึงลูกยิงสำคัญของของ"อำนาจ แก้วเขียว"ปราการหลังกัปตันทีมในช่วงท้ายเกมส์ซึ่งส่งให้"พลพรรค BG"บางกอกกล๊าสเปิดบ้านสยบความร้อนแรงของ"กิเลนผยอง"เมืองทอง ยูไนเต็ดหลังชนะในลีกมา 4 นัดรวดทำแต้มนำเป็นจ่าฝูงร่วมกับ"ชลบุรี เอฟซี"เรียกว่ากระชากอารมณ์คนดูอย่างยิ่ง เสมือนกับหนังชีวิตชนิดดราม่าสุด ๆ



อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของเกมส์"Big Match"นัดนึงของศึกฟุตบอลสปอนเซอร์ ไทยพรีเมียร์ลีกคงหนีไม่พ้นทัพแฟนบอลทั้งสองสโมสรที่กรูกันอัดเข้าไปอยู่ในสนาม"ลีโอ สเตเดี้ยม"จนเต็มพรืดไปหมด ไม่ว่าจะมองมุมใหนก็ละลานตาไปด้วยสาวก"กระต่ายแก้ว"และสาวก"อุลตร้า เมืองทอง"ดังปรากฏผ่านสู่สายตาชาวไทยทั่วประเทศผ่านช่อง 7 สี ที่วีเพื่อคุณ


ต้องบอกว่าเป็นภาพที่สวยงามอย่างยิ่ง เพราะเหล่าบรรดาแฟนบอลจะทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนวงการฟุตบอลลีกบ้านเราให้ก้าวไปอยู่แถวหน้าของทวีปเอเชียได้อย่างยั่งยืน


ที่ผมกล่าวเช่นนี้ไม่ใช่ว่าไม่ให้ความสำคัญหรือ"ดิสเครดิต"ส่วนอื่น ๆ อีกหลายส่วนที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือทำให้กระแสฟุตบอลบ้านเราบูมได้ขนาดนี้ไม่ว่าจะเป็นทีมงานและเจ้าของแต่ละสโมสร เหล่าสปอนเซอร์กระเป๋าหนัก มาตรฐานของ"AFC" ตลอดจนบรรดาสื่อต่าง ๆที่ช่วยกันจุดกระแสฟุตบอลไทยจนลุกโชนเป็นที่ฮือฮาและถูกจับตามองเป็นวงกว้าง

ภาพลาง ๆ จากอดีตจนถึงปัจจุบันสะท้อนเห็นได้ชัด เมื่อก่อนทำไมฟุตบอลระดับสโมสรบ้านเราถึงดูไม่มันส์ ก็ในเมื่อแฟนบอลหรือผู้เล่นคนที่ 12 ของแต่ละทีมที่เข้าไปชมหรือติดตามเชียร์นั้นมีอยู่กระปิดกระปอยเหลือเกินทำให้นักฟุตบอลขาดแรงจูงใจในการสร้างผลงานที่ดี เพราะธรรมชาติมนุษย์ไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ใด หากได้รับกำลังใจหรือรับรู้ว่ามีกลุ่มคนอีกจำนวนไม่น้อยที่คอยหนุนหลังพวกเขาอยู่ก็จะสู้กันแบบถวายหัวทีเดียว


กระทั่ง ณ บัดนาว บอลไทยไร้ซึ่งความน่าเบื่ออีกแล้วในแง่ของ"Tactic"หรือเชิงฟุตบอลอาจพูดได้ไม่เต็มปากนัก ตรงจุดนี้ผมถือว่าปรับกันได้ไม่ยาก


มันจะต่อยอดจากการขับเคี่ยวทำผลงานของแต่ละทีมที่นับวันดูจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ เรียกว่าไม่มีใครยอมใคร หรือโดนลบเหลี่ยมกันง่าย ๆ อีกแล้ว แต่ในแง่ของความมุ่งมั่น ความหิวกระหายในชัยชนะถือว่าสอบผ่านและได้ใจแฟนบอลเต็ม ๆ ไม่เหยาะแหยะเหมือนช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตรงนี้เองที่ผมคิดว่าจะเป็นเสน่ห์ดูดแฟนบอลเข้าสนามได้อีกจำนวนมาก


อีกหนึ่งเหตุผลที่ผมให้ความสำคัญกับแฟนบอลเป็นอย่างมากนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเม็ดเงินที่เข้ามาอุ้มชูและเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้หลาย ๆ สโมสรนั้นมาจากสปอนเซอร์ที่ทยอยกันเข้ามาทำสัญญากันอย่างอุ่นหนาฝาคลั่ง

แต่ถ้าเจาะลึงลงไปเหตุที่บรรดากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เหล่านี้กล้าหยิบยื่นเงินจำนวนหลักล้าน ก็เพื่อหวังจะเข้าไปตีตลาด อาศัยกลุ่มแฟนบอลในการขยายฐานลูกค้าให้กับตัวเอง


ยิ่งสโมสรใหนมีแฟนบอลจำนวนมากหรือสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะยิ่งกระตุ้นต่อมให้บรรดาสปอนเซอร์โถมเข้าหาอยากลงทุนร่วมมากเท่านั้น หรือที่ลงทุนอยู่แล้วก็อาจมีมูลค่าเพิ่มในการทำสัญญา ผลประโยชน์ลอยเข้าหาทั้งสองฝั่ง


สโมสรได้เงิน สปอนเซอร์ได้กลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ แฮปปี้ทั้งคู่ และจริงอย่างที่เขาว่า"ฟุตบอล"กับ"ธุรกิจ"กลายเป็นของคู่กันไปแล้ว แต่สิ่งที่เป็นตัวปฏิสัมพันธ์ในการเชื่อมโยงให้เข้าคู่กันได้อย่างลงล๊อคขนาดนี้คือ"แฟนบอล"เมื่อคนไทยหันมาเชียร์บอลไทย ลีกไทยจึงเข้มแข็งและมีทุกวันนี้ได้


ตัวผมอาจจะเป็นหนึ่งเสียงเล็ก ๆ แต่อยากตะโกนให้สุดเสียงว่า"ขอบคุณแฟนบอลมากครับไล่ตั้งแต่ทีมใน ด.2(ลีกภูมิภาค),ด.1 และสปอนเซอร์ไทยพรีเมียร์ลีก ที่แบ่งเวลามากู่ก้องส่งเสียงเชียร์กันในสนาม"


และสุดท้ายก็อยากเชิญชวนอีกหลาย ๆ คนที่ยังไม่เคยเข้ามาเชียร์ในสนาม หากมีเวลาว่างหาทีมเชียร์และหาโอกาสตบเท้าเข้าสู่สนามฟุตบอลอาทิตย์ละครั้งก็ยังดี


"ประตูฟุตบอลไทยไม่เคยปิดตาย และยังคงเปิดต้อนรับพวกคุณอยู่เสมอ" รีบ ๆ เข้าน่ะเออไม่งั้นตกเทรนด์น่ะจะบอก





ขอบคุณรูปสวย ๆ จาก พี่เบน ฟรีคิก