
แว๊บแรกที่เข้ามาในหัวคืออะไร? อันที่ใช้แล้วรู้สึกไม่คุ้มค่า.. ของก๊อปหรือเปล่าฟร่ะ? โดนหลอกให้ซื้อมาหรือเปล่า? หรือใช้ไม่เป็นเองกันแน่?
ที่พูดมาทั้งหมดผมกำลังหมายถึง กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังจะกลายสภาพเป็นส่วนเกินของทีม ไม่ว่าจะมาจากการให้โอกาสแล้วโอกาสเล่า แต่ก็ไม่สามารถเค้นฟอร์มดี ๆ ออกมาได้ จน "Oppurtunity แปรสภาพเป็น Obstacle"(โอกาส > อุปสรรค)
หรือแม้กระทั่งเคส "ได้ใหม่ลืมเก่า" ที่ไม่ว่าต่อให้คุณมีระดับฝีเท้าฉกาจน์แค่ใหน หากเจ้านายคุณไม่พิศมัยแล้ว ก็คงไม่ต่างอะไรกับกองขยะที่รอวันเดินนำไปเททิ้งสู่รถขยะอีกที
ชีวิตคนเรามันก็แค่นี้! "ราฟาเอล ฟานเดอร์ ฟาร์ต" จอมทัพเลือดดัตช์ ที่กราฟชีวิตกำลังเดินสวนทางกับความสามารถในเชิงลูกหนัง นับตั้งแต่ "เปเญกรินี่" ก้าวเข้ามารับตำแหน่งนายใหญ่ในถิ่น ซานติอาโก้ เบอร์นาบิว พร้อมทั้งท่านประธานทำการรับขวัญด้วยการ หอบหิ้วเอา ซุปเปอร์สตาร์ระดับโลก และว่าที่ซุปเปอร์ระดับโลกอย่าง Kaka, Ronaldo, Alonso, Benzema เข้ามาประเคนให้เลือกใช้ได้อย่างเต็มที่ "ฟาร์ต" ก็แทบไม่มีโอกาสได้สัมผัสผืนหญ้าอีกเลย
อย่างดีก็แค่ในสนามซ้อมหากอยากให้สตั๊ดกระทบหญ้า กลายเป็นม้านอกสายตา ที่สโมสรจ่ายค่าเหนื่อยเพียงเพื่อให้มานั่งดูเพื่อนเล่นอยู่ที่ข้างสนาม โอกาสจะมาหล่นใส่ก็ต่อเมื่อถึงแมตช์ที่จะมีการ "โรเตชั่น" อย่างแมตช์ประทะ "อัลกอร์คอน"
ทั้งที่ใคร ๆ ต่างก็รู้ดีว่าจุดแข็งของหนุ่มรายนี้ ยังมีประโยชน์กับทีมอยู่มากมาย ยิงไกลได้ไม่แพ้จอมทัพคนใด.. สามารถปั้นและครีเอตเกมส์ได้ทรงประสิทธิภาพอีกคนนึง.. เล่นได้ทั้งตรงกลางและริมเส้นฝั่งซ้าย.. ถ้าจะให้กล่าวสรรพคุณจริง ๆ ยังไม่หมดแค่นี้หรอก
เพียงแต่กล่าวไปก็เท่านั้น ในเมื่อเรามันก็แค่ของเก่าที่กำลังกลายสภาพเป็นส่วนเกิน เข้าไปทุกวัน ๆ หรือแม้แต่ประเด็น อนาคตของหลุยส์ นานี่ ที่กลายเป็น "Talk of the town" สุดฮ๊อตเวลานี้
นานี่ ที่แฟนบอลหลายคนใส่ฉายาให้ว่า "ปีกร้องยี้" ที่ใคร ๆ ก็ไม่รัก นับวัน วันเวลาในโรงละครแห่งความฝันดูจะเหลือน้อยลงทุกที ๆ 3 ปีเข้าให้แล้วกับโอกาสที่ผ่านมา 2 ปีแรกดูเหมือนอาทิตย์อัสดง เพราะโดนรังสีของโรนัลโด้บดบังจนตกไปอยู่ใต้ร่มเงาอย่างช่วยไม่ได้
นานี่ ที่แฟนบอลหลายคนใส่ฉายาให้ว่า "ปีกร้องยี้" ที่ใคร ๆ ก็ไม่รัก นับวัน วันเวลาในโรงละครแห่งความฝันดูจะเหลือน้อยลงทุกที ๆ 3 ปีเข้าให้แล้วกับโอกาสที่ผ่านมา 2 ปีแรกดูเหมือนอาทิตย์อัสดง เพราะโดนรังสีของโรนัลโด้บดบังจนตกไปอยู่ใต้ร่มเงาอย่างช่วยไม่ได้แต่กับซีซั่นล่าสุด สถานการณ์ทุกอย่างเปลี่ยนไป พี่ชายในวงการลูกหนังเดินจากไปเหลือเพียงแค่ภาพการถล่มประตู ให้ได้นึกถึงก็เท่านั้น โอกาสมาแล้ว! ถึงคราวของฉันบ้างล่ะ..
แต่สิ่งที่แสดงออกมามันกลับขัดกับความมั่นอกมั่นใจที่เคยลั่นวาจาไว้เสียเหลือเกิน อยากมีรอยเท้าเป็นของตัวเอง.. ก็อย่าไปเดินตามรอยคนอื่น.. นานี่ก็คือนานี่.. นานี่ไม่ใช่โรนัลโด้.. ท่องเอาไว้
แล้วลองปรับสไตล์การเล่นดูเปลี่ยนจากเลี้ยงจี้เข้าหากองหลัง เป็นจิ้มหนีแล้ววิ่งแข่งเอาเพราะถ้าคู่แข่งวิ่งตาม หลักในการยืนจะไม่ดีเท่าการถอยแบบช้า ๆ ยามคู่ต่อสู้เลี้ยงจี้เข้าหาตัว ทำให้มีสิทธิ์เสียหลักง่าย ๆ ถ้านานี่จะใช้ทริคหรือลูกเล่นในการหลอก แต่ที่โรนัลโด้ทำคือการจี้เข้าหาคู่ต่อสู้แล้วยังไปต่อได้นั่นไม่ใช่ว่าลูกเล่นของโรนัลโด้จะเหนือกว่านานี่ เพียงแต่รูปร่างและความสมดุลทางร่างกายเหนือกว่านานี่เยอะ สามารถเบียดกระแทกกับกองหลังแล้วไม่ล้ม ซึ่งตรงนี้นานี่ไม่มี
แต่อย่างว่าแหละครับที่ผมพูดเป็นเพียงทฤษฎี แต่การปฏิบัติจริงในสนามมันไม่มีเวลาให้มานั่งนึกกันก่อนว่าควรทำอย่างไรในจังหวะใหน
ทั้งฟารต์และนานี่คงเป็นเคสตัวอย่าง แต่ยังมีนักเตะในจำนวนอีกมากมายที่ต้องกลายเป็นส่วนเกินของทีมทั้งที่พรสวรรค์หรือความสามารถล้นตัว
"ศิลปินอย่าดูหมิ่นศิลปะ กองขยะดูดี ๆ ยังมีศิลป์" พวกเขาเหล่านี้ก็เช่นกัน บางครั้งคุณก็ไม่เหมาะกับเวลานี้ หรือที่แห่งนี้ แต่คุณอาจจะทำได้ดีในเวลาต่อไป หรือที่แห่งใหม่
ซึ่งผมเชื่อเหลือเกินว่า.. "ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีค่าในตัวมันเองเสมอ"
หากไม่นับจังหวะปัญหาตรงมุมธง อันต่อเนื่องไปถึงลูกยิงสำคัญของของ"อำนาจ แก้วเขียว"ปราการหลังกัปตันทีมในช่วงท้ายเกมส์ซึ่งส่งให้"พลพรรค BG"บางกอกกล๊าสเปิดบ้านสยบความร้อนแรงของ"กิเลนผยอง"เมืองทอง ยูไนเต็ดหลังชนะในลีกมา 4 นัดรวดทำแต้มนำเป็นจ่าฝูงร่วมกับ"ชลบุรี เอฟซี"เรียกว่ากระชากอารมณ์คนดูอย่างยิ่ง เสมือนกับหนังชีวิตชนิดดราม่าสุด ๆ
