
"คลั่งใคล้ในเกมส์ลูกหนัง".. คำ ๆ นี้ได้ยินมาหลายยุคหลายสมัย แต่เชื่อขนมกินได้เลยว่ามีแฟนบอลทั้งพันธ์แท้และพันธ์ทางอีกจำนวนไม่น้อยที่พุ่งเป้าไปที่ทริคและเทคนิคอันตื่นตาตื่นใจของเหล่าแข้งเทพ มากกว่า "Formation" หรือที่เรารู้จักกันดีว่า "แผนการเล่น" นั่นแหละ
ชีวิตมนุษย์เราเดินไปข้างหน้าทีละก้าวยังต้องมีแบบแผน เกมส์ฟุตบอลเองก็เช่นกันหากขาดแผนแล้วจะขับเคลื่อนไปอย่างมีประสิทธิภาพได้เช่นไร
สารภาพตามตรงว่าหากเกมส์ (CM = Championship Manager) หรือ (FM = Football Manager) ไม่ถือกำเนิดขึ้นมาผมคงไม่มานั่งใส่ใจอีกมิติหนึ่งที่คอบอลทั้งหลายเพิกเฉยกันไปและแม้ว่าผมจะเติบโตมาพร้อมกับ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในยุคที่มีปรมาจารย์ลูกหนังเมืองน้ำเมาโชว์กึ๋นโชว์แทคติกกับแผนคู่บุญ 4-4-2 มาก็เนิ่นนาน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า 4-2-3-1 คืออะไรที่โดนใจอย่างแรง หากจะบอกว่าเป็นกระแสใหม่ฟุตบอลคงพูดได้ไม่เต็มปาก
คงเป็นเพราะความดีความชอบของเสือสองตัวในฟุตบอลโลก 2010 ที่ถึงจะแพ้โคตรบอลแห่งยุค "เอสปันญ่า" ไปทั้งคู่จนเป็นได้แค่พระรองอันดับสองและสามตามลำดับ
แต่กระนั้นก็เถอะเพราะความสุดยอดของสเปนแท้ ๆ ไม่งั้น "เบิร์ต ฟานมาร์คไวด์" กับ "โยอาคิม เลิฟ" คงจารึก 4-2-3-1 ได้สวยหรูกว่านี้แน่
เสือสองตัวที่ว่าคือ ขุนพลดัตช์ทีมชาติฮอลแลนด์และขุนพลด๊อยช์ทีมชาติเยอรมัน ที่เลือกเดินเข้าสู่สนามรบด้วยแผน 4-2-3-1 ซึ่งจะแมตช์กับฟุตบอลทัวร์นาเมนท์ค่อนข้างมากเนื่องจากเป็นแผนที่มีความสมดุลในเกมส์สูง
สมดุลที่ว่ามันมาจากรูปแบบของเกมส์ที่ค่อนข้างยืดหยุ่นรับมือกับคู่ต่อสู้ได้หลายระดับ หากเจอเกรดต่ำกว่าก็สามารถปูพรมเซ็ตเกมส์เข้าทำได้ตามถนัด มิดฟิลด์คู่กลางขยับไลน์การยืนขึ้นไปหนุนสี่ประสานในแนวรุก รวมทั้งแบ็คสองข้างที่เติมขึ้นไปกดแผงหลังคู่แข่งบ้างยามโอกาสอำนวย หากเจอเกรดไล่เลี่ยสมน้ำสมเนื้อหรือเหนือกว่าก็เปลี่ยนแนวเป็นตีหัวเข้าบ้านรับให้แน่นด้วยการเสริมใยเหล็กในแนวรับโดยใช้มิดฟิลด์คู่กลางถอยไลน์ยืนต่ำลงมาปัดเป่าทำความสะอาดอยู่หน้าแผงหลัง ส่วนแบ็คสองข้างตรึงเอาไว้ในแนวลึก เพื่อปิดเกมส์ริมเส้นและตามช่อง แล้วสวนกลับเมื่อสบโอกาสอาศัยบอลน้อยจังหวะในการเข้าทำ ตรงจุดนี้แหละอาจจะยากนิดต้องรวมความลงตัวและความเข้าขารู้ใจของนักเตะในแนวรุกบวกกับความเด็ดขาดในจังหวะสุดท้าย
ทว่าแผนนี้ต้องอิงกับทรัพยากรที่มีอยู่ในมือของผู้จัดการทีมไม่งั้นประสิทธิภาพและประสิทธิผลหายหดกันพอดี ประเด็นหลัก ๆ คือ
1. ต้องมีเพลย์เมคเกอร์ชั้นอ๋องซึ่งเล่นอยู่หลังกองหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ ใหวพริบดีและครีเอตเกมส์เก่ง
เวสลี่ย์ ชไนเดอร์(Holland) และ เมซุต โอซิล(Germany) ตีโจทย์นี้ได้แตกกระจุย รายแรกมีบอลสั้นบอลยาว และการจบสกอร์ที่ไว้ใจได้เป็นเครื่องหมายการค้า ส่วนรายหลังมีสปีดและเซนส์บอลที่หาตัวจับยากเป็นหมัดเด็ด
2. ต้องมีกองหน้ากึ่งปีกที่ฉีกออกไปเล่นริมเส้นได้ดี ตลอดจนมีสกิลการทำประตูโดดเด่นเป็นประกาย
เยอรมันใช้มุลเลอร์และโพโดลสกี้ ส่วนฮอลแลนด์เลือกร๊อบเบนและเค้าท์โจมตีริมเส้นจะเห็นได้ว่าทั้งสี่นายเป็นกองหน้าอาชีพอยู่แล้ว อาจจะเว้นร๊อบเบนไว้คนนึงที่เป็นปีกโดยกำเนิด แต่ก็มีความสามารถในการพังประตูไม่ได้ด้อยไปกว่าดาวยิงทั้งหลายแหล่
การใช้ศูนย์หน้าถ่างออกมาเล่นด้านกว้างทำให้เกมส์รุกค่อนข้างหลากหลายจากเดิมตัวริมเส้นมีหน้าที่ครอสเข้าในเป็นหลัก เปลี่ยนมาเป็นรูปแบบเปิดก็ได้ตัดเข้ามาในยิงเองก็ดี หรือจะสอดเข้าไปสับไกยามศูนย์หน้าถ่างออกด้านข้างก็เห็นผลนักแล
สองประเด็นนี้ถือว่ามีอิทธิพลค่อนข้างสูงสำหรับทีมที่ประสงค์จะเข้าสู่ฟอร์เมชั่น 4-2-3-1 หาใช่ว่าสักแต่จะใช้โดยไม่ดูศักยภาพของนักเตะภายในทีม ยังเหลือรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายซึ่งต้องปรับปรุงแต่งองค์ทรงเครื่องกันนัดต่อนัดตามแต่ขวากหนามที่โผล่เข้ามาขวางด้านหน้า เพราะเป็นแค่หมากตามหน้ากระดาษที่ผมมองผ่านกลไกการทำงานของเยอรมันและฮอลแลนด์
แผนการเล่นมันวิวัฒนาการไปตามกาลเวลา คลอดมาแล้วเป็นสิบ ๆ แผนขึ้นอยู่กับว่าทีมใดจะเหมาะกับแผนใหนในเวลาใดมากกว่ากัน
4-2-3-1 ในวันนี้ไม่ใช่กระแสแต่เป็นมิติใหม่ทางเลือกใหม่ ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลสำหรับทีมที่พร้อมและใช้งานเป็น
เก่งจัง ^^
ตอบลบ